๒. สีลสุตฺตวณฺณนา
๑๒. ทุติเย สมฺปนฺนสีลาติ ปริปุณฺณสีลา. สมฺปนฺนปาติโมกฺขาติ ปริปุณฺณปาติโมกฺขา. ปาติโมกฺขสํวรสํวุตาติ ปาติโมกฺขสํวรสีเลน สํวุตา ปิหิตา อุเปตา หุตฺวา วิหรถ. อาจารโคจรสมฺปนฺนาติ อาจาเรน จ โคจเรน จ สมฺปนฺนา สมุปาคตา ภวถ. อณุมตฺเตสุ วชฺเชสูติ อณุปฺปมาเณสุ โทเสสุ. ภยทสฺสาวิโนติ ตานิ อณุมตฺตานิ วชฺชานิ ภยโต ทสฺสนสีลา. สมาทาย สิกฺขถ สิกฺขาปเทสูติ สพฺพสิกฺขาโกฏฺฐาเสสุ สมาทาตพฺพํ สมาทาย คเหตฺวา สิกฺขถ. ‘‘สมฺปนฺนสีลานํ…เป… สิกฺขาปเทสู’’ติ เอตฺตเกน ธมฺมกฺขาเนน สิกฺขตฺตเย สมาทาเปตฺวา เจว ปฏิลทฺธคุเณสุ จ วณฺณํ กเถตฺวา อิทานิ อุตฺตริ กาตพฺพํ ทสฺเสนฺโต กิมสฺสาติอาทิมาห. ตตฺถ กิมสฺสาติ กึ ภเวยฺย.
ยตํ จเรติ ยถา จรนฺโต ยโต โหติ สํยโต, เอวํ จเรยฺย. เอส นโย สพฺพตฺถ. อจฺเฉติ นิสีเทยฺย. ยตเมนํ ปสารเยติ ยํ องฺคปจฺจงฺคํ ปสาเรยฺย, ตํ ยตํ สํยตเมว กตฺวา ปสาเรยฺย. อุทฺธนฺติ อุปริ. ติริยนฺติ มชฺฌํ. อปาจีนนฺติ อโธ. เอตฺตาวตา อตีตา ปจฺจุปฺปนฺนา อนาคตา จ ปญฺจกฺขนฺธา กถิตา. ยาวตาติ ปริจฺเฉทวจนํ. ชคโต คตีติ โลกสฺส นิปฺผตฺติ. สมเวกฺขิตา จ ธมฺมานํ, ขนฺธานํ อุทยพฺพยนฺติ เอเตสํ สพฺพโลเก อตีตาทิเภทานํ ปญฺจกฺขนฺธธมฺมานํ อุทยญฺจ วยญฺจ สมเวกฺขิตา. ‘‘ปญฺจกฺขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ, วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสตี’’ติ วุตฺเตหิ สมปญฺญาสาย ลกฺขเณหิ สมฺมา อเวกฺขิตา โหติ. เจโตสมถสามีจินฺติ จิตฺตสมถสฺส อนุจฺฉวิกํ ปฏิปทํ. สิกฺขมานนฺติ ปฏิปชฺชมานํ, ปูรยมานนฺติ อตฺโถ. ปหิตตฺโตติ เปสิตตฺโต. อาหูติ กถยนฺติ. เสสเมตฺถ อุตฺตานเมว. อิมสฺมึ ปน สุตฺเต สีลํ มิสฺสกํ กเถตฺวา คาถาสุ ขีณาสโว กถิโต.