๑. ปํสุกูลิกงฺคกถาวณฺณนา

๒๔. คหปติทานจีวรนฺติ เอตฺถ ทายกภาเวน สมณาปิ อุกฺกฏฺฐสฺส คหปติปกฺขํเยว ปวิฏฺฐาติ ทฏฺฐพฺพํ. ‘‘ปพฺพชิโต คณฺหิสฺสตี’’ติ ฐปิตกํ สิยา คหปติจีวรํ, น ปน คหปติทานจีวรนฺติ ตาทิสํ นิวตฺเตตุํ ทานคฺคหณํ. อญฺญตเรนาติ เอตฺถ สมาทานวจเนน ตาว สมาทินฺนํ โหตุ, ปฏิกฺเขปวจเนน ปน กถนฺติ? อตฺถโต อาปนฺนตฺตา. ยถา ‘‘เทวทตฺโต ทิวา น ภุญฺชตี’’ติ วุตฺเต ‘‘รตฺติยํ ภุญฺชตี’’ติ อตฺถโต อาปนฺนเมว โหติ, ตสฺส อาหาเรน วินา สรีรฏฺฐิติ นตฺถีติ, เอวมิธาปิ ภิกฺขุโน คหปติทานจีวเร ปฏิกฺขิตฺเต ตทญฺญจีวรปฺปฏิคฺคโห อตฺถโต อาปนฺโน เอว โหติ, จีวเรน วินา สาสเน ฐิติ นตฺถีติ.

เอวํ สมาทินฺนธุตงฺเคนาติอาทิวิธานํ ปํสุกูลิกงฺเค ปฏิปชฺชนวิธิ. สุสาเน ลทฺธํ โสสานิกํ. ตํ ปน ยสฺมา ตตฺถ เกนจิ ฉฑฺฑิตตฺตา ปติตํ โหติ, ตสฺมา วุตฺตํ ‘‘สุสาเน ปติตก’’นฺติ. เอวํ ปาปณิกมฺปิ ทฏฺฐพฺพํ. ตาลเวฬิมคฺโค นาม มหาคาเม เอกา วีถิ. อนุราธปุเรติ จ วทนฺติ. ฑฑฺโฒ ปเทโส เอตสฺสาติ ฑฑฺฒปฺปเทสํ, วตฺถํ. มคฺเค ปติตกํ พหุทิวสาติกฺกนฺตํ คเหตพฺพนฺติ วทนฺติ. ‘‘ทฺวตฺติทิวสาติกฺกนฺต’’นฺติ อปเร. โถกํ รกฺขิตฺวาติ กติปยํ กาลํ อาคเมตฺวา. วาตาหตมฺปิ สามิกานํ สติสมฺโมเสน ปติตสทิสนฺติ ‘‘สามิเก อปสฺสนฺเตน คเหตุํ วฏฺฏตี’’ติ วุตฺตํ. ตสฺมา โถกํ อาคเมตฺวา คเหตพฺพํ.

‘‘สงฺฆสฺส เทมา’’ติ ทินฺนํ, โจฬกภิกฺขาวเสน ลทฺธญฺจ ลทฺธกาลโต ปฏฺฐาย ‘‘สมณจีวรํ สิยา นุ โข, โน’’ติ อาสงฺกํ นิวตฺเตตุํ ‘‘น ตํ ปํสุกูล’’นฺติ วุตฺตํ. น หิ ตํ เตวีสติยา อุปฺปตฺติฏฺฐาเนสุ กตฺถจิ ปริยาปนฺนํ. อิทานิ อิมินาว ปสงฺเคน ยํ ภิกฺขุทตฺติเย ลกฺขณปตฺตํ ปํสุกูลํ, ตสฺส จ อุกฺกฏฺฐานุกฺกฏฺฐวิภาคํ ทสฺเสตุํ ‘‘ภิกฺขุทตฺติเยปี’’ติอาทิ วุตฺตํ. ตตฺถ คาเหตฺวา วา ทียตีติ สงฺฆสฺส วา คณสฺส วา เทนฺเตหิ ยํ จีวรํ วสฺสคฺเคน ปาเปตฺวา ภิกฺขูนํ ทียติ. เสนาสนจีวรนฺติ เสนาสนํ กาเรตฺวา ‘‘เอตสฺมึ เสนาสเน วสนฺตา ปริภุญฺชนฺตู’’ติ ทินฺนจีวรํ. น ตํ ปํสุกูลนฺติ อปํสุกูลภาโว ปุพฺเพ วุตฺตการณโต, คาเหตฺวา ทินฺนตฺตา จ. เตนาห ‘‘โน คาหาเปตฺวา ทินฺนเมว ปํสุกูล’’นฺติ. ตตฺรปีติ ยํ คาเหตฺวา น ทินฺนํ ภิกฺขุทตฺติยํ, ตตฺรปิ เยน ภิกฺขุนา จีวรํ ทียติ, ตสฺส ลาเภ, ทาเน จ วิสุํ วิสุํ อุภยตฺถ อาทรคารวานํ สพฺภาวโต, ตทภาวโต จ ภิกฺขุทตฺติยสฺส เอกโตสุทฺธิ อุภโตสุทฺธิ อนุกฺกฏฺฐตา โหนฺตีติ อิมมตฺถํ ทสฺเสตุํ ‘‘ยํ ทายเกหี’’ติอาทิ วุตฺตํ, ปาทมูเล ฐเปตฺวา ทินฺนกํ สมเณนาติ อธิปฺปาโย. ยสฺส กสฺสจีติ อุกฺกฏฺฐาทีสุ ยสฺส กสฺสจิ. รุจิยาติ ฉนฺเทน. ขนฺติยาติ นิชฺฌานกฺขนฺติยา.

นิสฺสยานุรูปปฏิปตฺติสพฺภาโวติ อุปสมฺปนฺนสมนนฺตรํ อาจริเยน วุตฺเตสุ จตูสุ นิสฺสเยสุ อตฺตนา ยถาปฏิญฺญาตทุติยนิสฺสยานุรูปาย ปฏิปตฺติยา วิชฺชมานตา. อารกฺขทุกฺขาภาโวติ จีวรารกฺขนทุกฺขสฺส อภาโว ปํสุกูลจีวรสฺส อโลภนียตฺตา. ปริโภคตณฺหาย อภาโว สวิเสสลูขสภาวตฺตา. ปาสาทิกตาติ ปเรสํ ปสาทาวหตา. อปฺปิจฺฉตาทีนํ ผลนิปฺผตฺติ ธุตงฺคปริหรณสฺส อปฺปิจฺฉตาทีหิเยว นิปฺผาเทตพฺพโต. ธุตธมฺเม สมาทาย วตฺตนํ ยาวเทว อุปริ สมฺมาปฏิปตฺติสมฺปาทนายาติ วุตฺตํ ‘‘สมฺมาปฏิปตฺติยา อนุพฺรูหน’’นฺติ. มารเสนวิฆาตายาติ มารสฺส, มารเสนาย จ วิหนนาย วิทฺธํสนาย. กายวาจาจิตฺเตหิ ยโต สํยโตติ ยติ, ภิกฺขุ. ธาริตํ ยํ โลกครุนา ปํสุกูลํ, ตํ โก น ธารเย, ยสฺมา วา โลกครุนา ปํสุกูลํ ธาริตํ, ตสฺมา โก ตํ น ธารเยติ โยชนา ยํตํสทฺทานํ เอกนฺตสมฺพนฺธิภาวโต. ปฏิญฺญํ สมนุสฺสรนฺติ อุปสมฺปทมาเฬ ‘‘อาม ภนฺเต’’ติ อาจริยปมุขสฺส สงฺฆสฺส สมฺมุขา ทินฺนํ ปฏิญฺญํ สมนุสฺสรนฺโต.

อิติ ปํสุกูลิกงฺคกถาวณฺณนา.