อาคมฏฺฐกถากรณํ
สุมงฺคลวิลาสินึ นาม ทีฆนิกายฏฺฐกถํ ปน อาจริโย สุมงฺคลปริเวณวาสินา ทาฐานาคตฺเถเรน อายาจิโต อกาสิ. วุตฺตํ เหตเมติสฺสา นิคมเน –
‘‘อายาจิโต สุมงฺคล-ปริเวณนิวาสินา ถิรคุเณน;
ทาฐานาค สงฺฆ, ตฺเถเรน เถรวํสนฺวเยน.
ทีฆาคมสฺส ทสพล-คุณคณปริทีปนสฺส อฏฺฐกถํ;
ยํ อารภึ สุมงฺคล-วิลาสินึ นาม นาเมน.
สา หิ มหาอฏฺฐกถาย, สารมาทาย นิฏฺฐิตา เอสา’’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๓. นิคมนกถา].
ปปญฺจสูทนึ นาม มชฺฌิมนิกายฏฺฐกถํ ภทนฺตพุทฺธมิตฺตตฺเถเรน ปุพฺเพ มยูรทูตปฏฺฏเน อตฺตนา สทฺธึ วสนฺเตน อายาจิโต อกาสิ. วุตฺตํ เหตเมติสฺสา นิคมเน –
‘‘อายาจิโต สุมตินา, เถเรน ภทนฺตพุทฺธมิตฺเตน;
ปุพฺเพ มยูรทูตป,ฏฺฏนมฺหิ สทฺธึ วสนฺเตน.
ปรวาทวิธํสนสฺส, มชฺฌิมนิกายเสฏฺฐสฺส;
ยมหํ ปปญฺจสูทนิ-มฏฺฐกถํ กาตุมารภึ.
สา หิ มหาอฏฺฐกถาย, สารมาทาย นิฏฺฐิตา เอสา’’ติ [ม. นิ. อฏฺฐ. ๓. นิคมนกถา].
สารตฺถปฺปกาสินึ นาม สํยุตฺตนิกายฏฺฐกถํ ภทนฺตโชติปาลตฺเถเรน อายาจิโต อกาสิ. วุตฺตํ เหตเมติสฺสา นิคมเน –
‘‘เอติสฺสา กรณตฺถํ, เถเรน ภทนฺตโชติปาเลน;
สุจิสีเลน สุภาสิตสฺส ปกาสยนฺตญาเณน.
สาสนวิภูติกาเมน, ยาจมาเนน มํ สุภคุเณน;
ยํ สมธิคตํ ปุญฺญํ, เตนาปิ ชโน สุขี ภวตู’’ติ [สํ. นิ. อฏฺฐ. ๓.๕.นิคมนกถา].
มโนรถปูรณึ นาม องฺคุตฺตรนิกายฏฺฐกถํ ภทนฺตโชติปาลตฺเถเรน ทกฺขิณอินฺทิยรฏฺเฐ กญฺจิปุราทีสุ จ สีหฬทีเป มหาวิหารมฺหิ จ อตฺตนา สทฺธึ วสนฺเตน อายาจิโต, ตถา ชีวเกนาปิ อุปาสเกน ปิฏกตฺตยปารคุภูเตน วาตาหเตปิ อนิญฺชมานสภาเว ทุเม วิย อนิญฺชมานสทฺธมฺเม ฐิเตน สุมตินา ปริสุทฺธาชีเวนาภิยาจิโต อกาสิ. วุตฺตํ เหตเมติสฺสา นิคมเน –
‘‘อายาจิโต สุมตินา, เถเรน ภทนฺตโชติปาเลน;
กญฺจิปุราทีสุ มยา, ปุพฺเพ สทฺธึ วสนฺเตน.
วรตมฺพปณฺณิทีเป, มหาวิหารมฺหิ วสนกาเลปิ;
วาตาหเต วิย ทุเม, อนิญฺชมานมฺหิ สทฺธมฺเม.
ปารํ ปิฏกตฺตยสา,ครสฺส คนฺตฺวา ฐิเตน สุมตินา;
ปริสุทฺธาชีเวนา,ภิยาจิโต ชีวเกนาปิ.
ธมฺมกถานยนิปุเณหิ, ธมฺมกถิเกหิ อปริมาเณหิ;
ปริกีฬิตสฺส ปฏิป,ชฺชิตสฺส สกสมยจิตฺรสฺส.
อฏฺฐกถํ องฺคุตฺตร,มหานิกายสฺส กาตุมารทฺโธ;
ยมหํ จิรกาลฏฺฐิติ-มิจฺฉนฺโต สาสนวรสฺส.
สา หิ มหาอฏฺฐกถาย, สารมาทาย นิฏฺฐิตา เอสา;
จตุนฺนวุติปริมาณาย, ปาฬิยา ภาณวาเรหิ.
สพฺพาคมสํวณฺณน, มโนรโถ ปูริโต จ เม ยสฺมา;
เอตาย มโนรถ ปูรณีติ นามํ ตโต อสฺสา’’ติ [อ. นิ. อฏฺฐ. ๓.๑๑.นิคมนกถา].
อิมา จ ปน จตสฺโส อาคมฏฺฐกถาโย กุรุมาโน อาจริยพุทฺธโฆโส มหามหินฺทตฺเถเรนาภตํ มูลฏฺฐกถาสงฺขาตํ มหาอฏฺฐกถํเยว ภาสาปริวตฺตนวเสน เจว ปุนปฺปุนาคตวิตฺถารกถามคฺคสฺส สํขิปนวเสน จ อกาสิ. วุตฺตเญฺหตํ คนฺถารมฺเภ –
‘‘สีหฬทีปํ ปน อาภ,ตาถ วสินา มหามหินฺเทน;
ฐปิตา สีหฬภาสาย, ทีปวาสีนมตฺถาย.
อปเนตฺวาน ตโตหํ, สีหฬภาสํ มโนรมํ ภาสํ;
ตนฺตินยานุจฺฉวิกํ, อาโรเปนฺโต วิคตโทสํ…เป…
หิตฺวา ปุนปฺปุนาคต-มตฺถํ อตฺถํ ปกาสยิสฺสามี’’ติ.
ตถา นิคมเนปิ –
‘‘สา หิ มหาอฏฺฐกถาย, สารมาทาย นิฏฺฐิตา เอสา’’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๓.นิคมนกถา] จ;
‘‘มูลฏฺฐกถาสารํ, อาทาย มยา อิมํ กโรนฺเตนา’’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๓.นิคมนกถา] จ.
อิมาสํ สรีรภูตปาเฐสุ จ สมนฺตปาสาทิกายํ วิย ‘‘มหาปจฺจริยํ, กุรุนฺทิย’’นฺติอาทินา วินิจฺฉยสํวณฺณนาเภทปฺปกาสนํ น ทิสฺสติ, ตถา อภิธมฺมฏฺฐกถาสุปิ. เตเนตํ ญายติ ‘‘สุตฺตนฺตาภิธมฺเมสุ มหาอฏฺฐกถาโต อญฺญา มหาปจฺจริอาทินามิกา โปราณิกา สีหฬฏฺฐกถาโย เจว อนฺธกฏฺฐกถา จ นตฺถี’’ติ. ยาว วสภราชกาลา (๖๐๙-๖๕๓) ปน ปากฏานํ สีหฬิกตฺเถรานํ วินิจฺฉโย จ วาทา จ วตฺถูนิ จ เอตาสุปิ ทิสฺสนฺติเยวาติ.