นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.
วิสุทฺธิมคฺค นิทานกถา
วิสุทฺธิมคฺโค นามายํ คนฺโถ ปิฏกตฺตยสารภูโต สกลโลเก ปฏิปตฺติทีปกคนฺถานํ อคฺโค โหติ เสฏฺโฐ ปมุโข ปาโมกฺโข อุตฺตโม ปวโร จาติ วิญฺญูหิ ปสตฺโถ. ตตฺถ หิ สงฺคีติตฺตยารูฬฺหสฺส เตปิฏกพุทฺธวจนสฺส อตฺถํ สํขิปิตฺวา สิกฺขตฺตยสงฺคหิตํ พฺรหฺมจริยํ ปริปุณฺณํ ปกาสิตํ สุวิสทญฺจ. เอวํ ปสตฺถสฺเสตสฺส วิสุทฺธิมคฺคสฺส นิทานกถายปิ ภวิตพฺพเมว. ตสฺมาทานิ ตมฺปกาสนตฺถมิทํ ปญฺหกมฺมํ วุจฺจติ –
‘‘โส ปเนส วิสุทฺธิมคฺโค เกน กโต, กทา กโต, กตฺถ กโต, กสฺมา กโต, กิมตฺถํ กโต, กึ นิสฺสาย กโต, เกน ปกาเรน กโต, กิสฺส สกลโลเก ปตฺถโฏ’’ติ.
ตตฺถ เกน กโตติ อาจริยพุทฺธโฆสตฺเถรวเรน เตปิฏกสงฺคหฏฺฐกถากาเรน กโต.
กทา กโตติ อมฺหากํ ภควโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สกลโลกนาถสฺส ปรินิพฺพุติกาลโต ปจฺฉา ทสเม วสฺสสตเก (๙๗๓ -พุทฺธวสฺเส) กโต.
กตฺถ กโตติ สีหฬทีเป อนุราธปุเร มหาวิหาเร กโต.
กสฺมา กโตติ วิสุทฺธิกามานํ สาธุชนานํ ตทธิคมุปายํ สมฺมาปฏิปตฺตินยํ ญาเปตุกามตาสงฺขาเตน อตฺตโน อชฺฌาสเยน สญฺโจทิตตฺตา, สงฺฆปาลตฺเถเรน จ อชฺเฌสิตตฺตา กโต.
เอตฺถ ปน ฐตฺวา อาจริยพุทฺธโฆสตฺเถรสฺส อุปฺปตฺติ กเถตพฺพา, สา จ มหาวํเส (จูฬวํโสติปิ โวหริเต ทุติยภาเค) สตฺตตึสมปริจฺเฉเท ปนฺนรสาธิกทฺวิสตคาถาโต (๓๗, ๒๑๕) ปฏฺฐาย พาตฺตึสาย คาถาหิ ปกาสิตาเยว. กถํ? –
มหาวํส-พุทฺธโฆสกถา
๒๑๕. โพธิมณฺฑสมีปมฺหิ, ชาโต พฺราหฺมณมาณโว;
วิชฺชา-สิปฺป-กลา-เวที, ตีสุ เวเทสุ ปารคู.
๒๑๖. สมฺมา วิญฺญาตสมโย, สพฺพวาทวิสารโท;
วาทตฺถี ชมฺพุทีปมฺหิ, อาหิณฺฑนฺโต ปวาทิโก.
๒๑๗. วิหารเมก’มาคมฺม, รตฺตึ ปาตญฺชลีมตํ;
ปริวตฺเตติ สมฺปุณฺณ-ปทํ สุปริมณฺฑลํ.
๒๑๘. ตตฺเถโก เรวโต นาม, มหาเถโร วิชานิย;
‘‘มหาปญฺโญ อยํ สตฺโต, ทเมตุํ วฏฺฏตี’’ติ, โส.
๒๑๙. ‘‘โก นุ คทฺรภราเวน, วิรวนฺโต’’ติ อพฺรวิ;
‘‘คทฺรภานํ รเว อตฺถํ, กึ ชานาสี’’ติ อาห ตํ.
๒๒๐. ‘‘อหํ ชาเน’’ติ วุตฺโต โส, โอตาเรสิ สกํ มตํ;
ปุฏฺฐํ ปุฏฺฐํ วิยากาสิ, วิรทฺธมฺปิ จ ทสฺสยิ.
๒๒๑. ‘‘เตน หิ ตฺวํ สกํ วาท-โมตาเรหี’’ติ โจทิโต;
ปาฬิ’มาหา’ภิธมฺมสฺส, อตฺถ’มสฺส น โส’ธิคา.
๒๒๒. อาห‘‘กสฺเส’ส มนฺโต’’ติ,‘‘พุทฺธมนฺโต’’ติ โส’พฺรวิ;
‘‘เทหิ เมตํ’’ติ วุตฺเต หิ, ‘‘คณฺห ปพฺพชฺช ตํ’’อิติ.
๒๒๓. มนฺตตฺถี ปพฺพชิตฺวา โส, อุคฺคณฺหิ ปิฏกตฺตยํ;
เอกายโน อยํ มคฺโค, อิติ ปจฺฉา ต’มคฺคหิ.
๒๒๔. พุทฺธสฺส วิย คมฺภีร-โฆสตฺตา นํ วิยากรุํ;
พุทฺธโฆโสติ โฆโส หิ, พุทฺโธ วิย มหีตเล.
๒๒๕. ตตฺถ ญาโณทยํ [ญาโณทยํ นามปกรณํ อิทานิ กุหิญฺจิปิ น ทิสฺสติ;] นาม, กตฺวา ปกรณํ ตทา;
ธมฺมสงฺคณิยากาสิ, กจฺฉํ โส อฏฺฐสาลินึ [อิทานิ ทิสฺสมานา ปน อฏฺฐสาลินี สีหฬทีปิกาเยว; น ชมฺพุทีปิกา; ปรโต (๕๔-๕๕ ปิฏฺเฐสุ) เอส อาวิภวิสฺสติ].
๒๒๖. ปริตฺตฏฺฐกถญฺเจว [ปริตฺตฏฺฐกถนฺติ ปิฏกตฺตยสฺส สงฺเขปโต อตฺถวณฺณนาภูตา ขุทฺทกฏฺฐกถาติ อธิปฺเปตา ภเวสุ], กาตุํ อารภิ พุทฺธิมา;
ตํ ทิสฺวา เรวโต เถโร, อิทํ วจนมพฺรวิ.
๒๒๗. ‘‘ปาฬิมตฺตํ อิธานีตํ, นตฺถิ อฏฺฐกถา อิธ [เอตฺถ สคีภิตฺตยารูฬฺหา โมคฺคลิปุตฺตติสฺสตฺเถรสฺส สนฺติกา อุคฺคหิตา สิสฺสานุสิสฺสปรมฺปราตตา มูลฏฺฐกถา กสฺมา ชมฺพุทีเป สพฺพโส อนฺตรหิตาติ วิมํสิตพฺพํ];
ตถาจริยวาทา จ, ภินฺนรูปา น วิชฺชเร.
๒๒๘. สีหฬฏฺฐกถา สุทฺธา, มหินฺเทน มตีมตา;
สงฺคีติตฺตยมารูฬฺหํ, สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ.
๒๒๙. สาริปุตฺตาทิคีตญฺจ, กถามคฺคํ สเมกฺขิย;
กตา สีหฬภาสาย, สีหเฬสุ ปวตฺตติ.
๒๓๐. ตํ ตตฺถ คนฺตฺวา สุตฺวา ตฺวํ, มาคธานํ นิรุตฺติยา;
ปริวตฺเตหิ, สา โหติ, สพฺพโลกหิตาวหา’’.
๒๓๑. เอวํ วุตฺเต ปสนฺโน โส, นิกฺขมิตฺวา ตโต อิมํ;
ทีปํ อาคา อิมสฺเสว [อิทสฺเสวาติ อิมสฺเสว มหานามรญฺโญ กาเล ๙๕๓-๙๗๕ พุทฺธวสฺเส; อยญฺจ วสฺสปริจฺเฉโท สีหฬราชวํสํ นิสฺสาย ทสฺสิโต; ยุโรปิยวิจกฺขณานํ ปน มเตน ๙๔๑-๙๖๔ พุทฺธวสฺเส อิติ เวทิตพฺโพ; เอวมุปริปิ;], รญฺโญ กาเล มหามติ.
๒๓๒. มหาวิหารํ สมฺปตฺโต, วิหารํ สพฺพสาธุนํ;
มหาปธานฆรํ คนฺตฺวา, สงฺฆปาลสฺส สนฺติกา.
๒๓๓. สีหฬฏฺฐกถํ สุตฺวา, เถรวาทญฺจ สพฺพโส;
‘‘ธมฺมสฺสามิสฺส เอโสว, อธิปฺปาโย’’ติ นิจฺฉิย.
๒๓๔. ตตฺถ สงฺฆํ สมาเนตฺวา, ‘‘กาตุํ อฏฺฐกถํ มม;
โปตฺถเก เทถ สพฺเพ’’ติ, อาห, วีมํสิตุํ ส ตํ.
๒๓๕. สงฺโฆ คาถาทฺวยํ ตสฺสา’ทาสิ ‘‘สามตฺถิยํ ตว;
เอตฺถ ทสฺเสหิ, ตํ ทิสฺวา, สพฺเพ เทมาติ โปตฺถเก’’ [๒๓๔-๕ คาถาสุ อยมตฺถโยชนา– ‘‘ตตฺถ มหาวิหาเร สํฆํ มหาเนตฺวา สํฆ สนฺนิปาตํ กาเรตฺวา อาจริยปุพฺพทฺธโฆโส เอวมาห ‘อฏฺฐกถํ กาตุํ สพฺเพ ปาฬิ-อฏฺฐกถา-โปตฺถเก มม เทถา’ติ; โส สํโฆ ตํ วีมํสิตุํ สํยุตฺตนิกายโต ‘อนฺโตชฏา’ติอาทิกํ จ ‘สีเล ปติฏฺฐายา’ติอาทิกํ จาติ คาถาทฺวยํ ตสฺส อทาสิ ‘เอตฺถ ตว สามตฺถิยํ ญาณปฺปภาวํ ทสฺเสติ; ตํ ทิสฺวา สพฺเพ โปตฺถเก เทมา’ติวตฺวา’’ติ; อิมินา ปน อยมตฺถา ทสฺสิโต โหติ ‘‘อาจริย พุทฺธโฆโส วิสุทฺธิมคฺคํ กโรนฺโต ตเทว คาถาทฺวยํ โอโลเกตฺวา, กิญฺจิปิ อญฺญํ โปตฺถกํ อโนโลเกตฺวา อกาสี’’ติ; ตสฺส ปนตฺถสฺส ยุตฺตายุตฺตวิจารณา ปรโต (๓๙-๔๙-ปิฏฺเฐสุ) อาคมิสฺสติ].
๒๓๖. ปิฏกตฺตย’เมตฺเถว, สทฺธึ อฏฺฐกถาย โส;
วิสุทฺธิมคฺคํ นามา’กา, สงฺคเหตฺวา สมาสโต.
๒๓๗. ตโต สงฺฆํ สมูเหตฺวา, สมฺพุทฺธมตโกวิทํ;
มหาโพธิสมีปมฺหิ, โส ตํ วาเจตุ มารภิ.
๒๓๘. เทวตา ตสฺส เนปุญฺญํ, ปกาเสตุํ มหาชเน;
ฉาเทสุํ โปตฺถกํ โสปิ, ทฺวตฺติกฺขตฺตุมฺปิ ตํ อกา [๒๓๘ คาถาย อยมตฺโถ– ‘‘เทวตา ตสฺส พุทฺธโฆสสฺส เนปุญฺญํ นิปุณญฺญาปฺปสาวํ มหาชนสฺส ปกาเสตุํ เตน ลิขิตํ วิสุทฺธิมคฺคโปตฺถกํ ฉาเทสุํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา อปสฺสิยภาวํ ปาเปตฺวา ฐเปสุํ; โสปิ พุทฺธโฆโส ทุติยมฺปิ ตํ ลิขิ, ตมฺปิ เทวตา ฉเทสุํ; ตติยมฺปิ ลิขี’’ติ; เตน วุตฺตํ ‘‘ทฺวตฺติกฺขตฺตุมฺปิ ตํ อกา’’ติ; อิทเมว มหาวํสวจนํ นิสฺสาย วิตฺตาเรตฺวา กถิตาย พุทฺธโฆสุปฺปตฺติยา นาม กถาล เอกรตฺเตเนว วิสุทฺธิมคฺคสฺส ติกฺขตฺตุมฺปิ ลิขิตฺวา นิฏฺฐาปิตภาโว ปกาสิโต; อีทิสี ปน กถา พหูนํ วิมฺหยชนนีปิ ปริกฺขกานํ สํสยชนนี โหติ; ตสฺมา อิมิสฺสาปิ วิจารณา ปรโต (๔๗-๘-ปิฏฺเฐสุ) ทสฺสิยิสฺสติ].
๒๓๙. วาเจตุํ ตติเย วาเร, โปตฺถเก สมุทาหเฏ;
โปตฺถกทฺวย’มญฺญมฺปิ, สณฺฐเปสุํ ตหึ มรู.
๒๔๐. วาจยึสุ ตทา ภิกฺขู, โปตฺถกตฺตย’เมกโต;
คนฺถโต อตฺถโต วาปิ, ปุพฺพาปรวเสน วา.
๒๔๑. เถรวาเทหิ ปาฬีหิ, ปเทหิ พฺยญฺชเนหิ วา;
อญฺญถตฺตมหู เนว, โปตฺถเกสุปิ ตีสุปิ.
๒๔๒. อถ อุคฺโฆสยี สงฺโฆ, ตุฏฺฐหฏฺโฐ วิเสสโต;
นิสฺสํสยํ’ส เมตฺเตยฺโย, อิติ วตฺวา ปุนปฺปุนํ.
๒๔๓. สทฺธึ อฏฺฐกถายา’ทา, โปตฺถเก ปิฏกตฺตเย;
คนฺถากเร วสนฺโต โส, วิหาเร ทูรสงฺกเร.
๒๔๔. ปริวตฺเตสิ สพฺพาปิ, สีหฬฏฺฐกถา ตทา;
สพฺเพสํ มูลภาสาย, มาคธาย นิรุตฺติยา.
๒๔๕. สตฺตานํ สพฺพภาสานํ, สา อโหสิ หิตาวหา;
เถริยาจริยา สพฺเพ, ปาฬึ วิย ต’มคฺคหุํ.
๒๔๖. อถ กตฺตพฺพกิจฺเจสุ, คเตสุ ปรินิฏฺฐิตึ;
วนฺทิตุํ โส มหาโพธึ, ชมฺพุทีปํ อุปาคมี’’ติ [โส มหาโพธิ วนฺทิตุํ ชมฺพุทีปํ อุปาคมีติ อิทํ วจนํ ปุริมวจเนหิ อสํสฏฺฐํ วิย โหติ; ปุพฺเพ หิ ‘‘อาจริยพุทฺธโฆโส โพธิมณฺฑสมีเป ชาโต’’ติ จ, ‘‘สีหฬทีปํ คนฺตฺวา สีหฬฏฺฐกถาโย มาคธภาสาย ปริวตฺเตหีติ ตสฺสาจริเยน เรวตตฺเถเรน วุตฺโต’’ติ จ วุตฺตํ; ตสฺมา อิธาปิ อาจริยพุทฺธโฆสสฺส ปวตฺติ ตทนุรูปา ‘‘ตา ภาสาปริวตฺติตฏฺฐกถาโย อาทาย สาสนุชฺโชตนตฺถํ ชมฺพุทีปํ อุปาคมี’’ติ เอวมาทินา สาสนุชฺโชตนมูลิกา เอว ภวิตุํ อรหติ, น ปน มหาโพธิวนฺทนมูลิกาติ].
อยญฺจ ปน มหาวํสกถา ๑๙๕๐ - ขริสฺตวสฺเส หาพทมหาวิชฺชาลยมุทฺทณยนฺเต โรมกฺขเรน มุทฺทิตสฺส วิสุทฺธิมคฺคโปตฺถกสฺส ปุเรจาริกกถายํ ‘‘อเนกาเนตฺถ อตฺถิ วิจาเรตพฺพานี’’ติ วตฺวา ธมฺมานนฺทโกสมฺพีนามเกน วิจกฺขเณน วิจาริตา. ตเมตฺถ ยุตฺตายุตฺตวิจินนาย ทสฺเสตฺวา อนุวิจารณมฺปิสฺส กริสฺสาม.
ชาติเทสวิจารณา
๑. ตตฺถ หิ เตน ธมฺมานนฺเทน ‘‘พุทฺธโฆโส โพธิมณฺฑสมีเป (พุทฺธคยายํ) ชาโตติ น ยุตฺตเมต’’นฺติ วตฺวา ตํสาธนตฺถาย จตฺตาริ พฺยติเรกการณานิ ทสฺสิตานิ. กถํ?
(ก) ‘‘พุทฺธโฆเสน ปกาสิเตสุ ตํกาลิกวตฺถูสุ เอกมฺปิ ตํ นตฺถิ, ยํ มคเธสุ อุปฺปนฺน’’นฺติ ปฐมํ การณํ ทสฺสิตํ. ตทการณเมว. อาจริยพุทฺธโฆสตฺเถโร หิ สงฺคหฏฺฐกถาโย กโรนฺโต โปราณฏฺฐกถาโยเยว สํขิปิตฺวา, ภาสาปริวตฺตนมตฺเตน จ วิเสเสตฺวา อกาสิ, น ปน ยํ วา ตํ วา อตฺตโน ทิฏฺฐสุตํ ทสฺเสตฺวา. วุตฺตเญฺหตํ อาจริเยน –
‘‘สํวณฺณนํ ตญฺจ สมารภนฺโต,
ตสฺสา มหาอฏฺฐกถํ สรีรํ;
กตฺวา มหาปจฺจริยํ ตเถว,
กุรุนฺทินามาทิสุ วิสฺสุตาสุ.
วินิจฺฉโย อฏฺฐกถาสุ วุตฺโต,
โย ยุตฺตมตฺถํ อปริจฺจชนฺโต;
อโถปิ อนฺโตคธเถรวาทํ,
สํวณฺณนํ สมฺม สมารภิสฺส’’นฺติ [ปารา. อฏฺฐ. ๑.คนฺถารมฺภกถา] จ.
‘‘ตโต จ ภาสนฺตรเมว หิตฺวา,
วิตฺถารมคฺคญฺจ สมาสยิตฺวา;
วินิจฺฉยํ สพฺพมเสสยิตฺวา,
ตนฺติกฺกมํ กิญฺจิ อโวกฺกมิตฺวา.
สุตฺตนฺติกานํ วจนานมตฺถํ,
สุตฺตานุรูปํ ปริทีปยนฺตี;
ยสฺมา อยํ เหสฺสติ วณฺณนาปิ,
สกฺกจฺจ ตสฺมา อนุสิกฺขิตพฺพา’’ติ [ปารา. อฏฺฐ. ๑.คนฺถารมฺภกถา] จ.
ยเถว จ อาจริยพุทฺธโฆเสน อตฺตโน อฏฺฐกถาสุ ตํกาลิกานิ มาคธิกานิ วตฺถูนิ น ปกาสิตานิ, ตเถว สีหฬิกานิปิ ทกฺขิณอินฺทิยรฏฺฐิกานิปิ. น หิ ตตฺถ วสภราชกาลโต (๖๐๙-๖๕๓ -พุทฺธวสฺส) ปจฺฉา อุปฺปนฺนวตฺถูนิ ทิฏฺฐานิ ฐเปตฺวา มหาเสนราชวตฺถุํ [ปารา. อฏฺฐ. ๒.๒๓๖-๒๓๗], อาจริโย จ ตโต ติสตมตฺตวสฺเสหิ ปจฺฉาตเร มหานามรญฺโญ กาเล (๙๕๓-๙๗๕-พุ-ว) สีหฬทีปมุปาคโต. ตสฺมา อฏฺฐกถาสุ ตํกาลิกมาคธิกวตฺถูนํ อปฺปกาสนมตฺเตน น สกฺกา ตกฺกตฺตา น มาคธิโกติ ญาตุนฺติ.
[ข) ปุนปิ เตน ‘‘สพฺเพสุปิ พุทฺธโฆสคนฺเถสุ อุตฺตรอินฺทิยเทสายตฺตํ ปจฺจกฺขโต ทิฏฺฐสฺส วิย ปกาสนํ นตฺถี’’ติ ทุติยํ การณํ ทสฺสิตํ. ตสฺสปิ อการณภาโว ปุริมวจเนเนว เวทิตพฺโพ. อปิจ สารตฺถปฺปกาสินิยา นาม สํยุตฺตฏฺฐกถายํ, สุมงฺคลวิลาสินิยา นาม ทีฆนิกายฏฺฐกถายญฺจ วุตฺตสํวณฺณนายปิ เวทิตพฺโพ. ตตฺถ หิ –
‘‘ยเถว หิ กลมฺพนทีตีรโต ราชมาตุวิหารทฺวาเรน ถูปารามํ คนฺตพฺพํ โหติ, เอวํ หิรญฺญวติกาย นาม นทิยา ปาริมตีรโต สาลวนํ อุยฺยานํ. ยถา อนุราธปุรสฺส ถูปาราโม, เอวํ ตํ กุสินาราย โหติ. ถูปารามโต ทกฺขิณทฺวาเรน นครํ ปวิสนมคฺโค ปาจีนมุโข คนฺตฺวา อุตฺตเรน นิวตฺตติ, เอวํ อุยฺยานโต สาลปนฺติ ปาจีนมุขา คนฺตฺวา อุตฺตเรน นิวตฺตา. ตสฺมา ตํ อุปวตฺตนนฺติ วุจฺจตี’’ติ [สํ. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑.๑๘๖; ที. นิ. อฏฺฐ. ๒.๑๙๘] –
ปจฺจกฺขโต ทิฏฺฐสฺส วิย ปกาสนมฺปิ ทิสฺสเตว. ตมฺปิ ปน โปราณฏฺฐกถาหิ ภาสาปริวตฺตนมตฺตเมวาติ คเหตพฺพํ, ตาทิสาย อตฺถสํวณฺณนาย มหามหินฺทตฺเถรกาลโตเยว ปภุติ วุตฺตาย เอว ภวิตพฺพตฺตาติ.
[ค) ปุนปิ เตน ‘‘อุณฺหสฺสาติ อคฺคิสนฺตาปสฺส, ตสฺส วนทาหาทีสุ สมฺภโว เวทิตพฺโพ’’ติ วิสุทฺธิมคฺเค (๑, ๓๐-ปิฏฺเฐ) วุตฺตสํวณฺณนํ ปกาเสตฺวา ‘‘ตสฺสา ปนสฺส อวหสนียภาโว ปากโฏเยวา’’ติ จ หีเฬตฺวา ‘‘อินฺทิยรฏฺเฐ ปน อุตฺตรเทเสสุ คิมฺหกาเล วตฺถจฺฉาทนรหิตา มานุสกายจฺฉวิ สูริยสนฺตาเปน เอกํสโต ทยฺหติ, ตํ น ชานนฺติ ทกฺขิณอินฺทิยเทสิกา’’ติ ตติยํ การณํ ทฬฺหตรภาเวน ทสฺสิตํ. ตตฺถ ปน ยทิ ‘‘สูริยสนฺตาเปน เอกํสโต ทยฺหตี’’ติ เอตํ อุชุกโต สูริยรสฺมิสนฺตาเปเนว ทฑฺฒภาวํ สนฺธาย วุจฺเจยฺย, เอวํ สติ ฑํสมกสวาตาตปสรีสปสมฺผสฺสานนฺติ ปเท อาตปสทฺเทน สมานตฺถตฺตา น ยุตฺตเมว. ยทิ ปน สูริยสนฺตาปสญฺชาเตน อุณฺหอุตุนา ทฑฺฒภาวํ สนฺธาย วุจฺเจยฺย, เอวํ สติ อุตฺตรอินฺทิยเทเสสุ, อญฺญตฺถ จ ตาทิเสสุ อติอุณฺหฏฺฐาเนสุ สูริยสนฺตาปสญฺชาตสฺส อุณฺหอุตุโน ปฏิฆาตาย จีวรํ เสนาสนญฺจ ปฏิเสวียตีติ อยมตฺโถ น น ยุตฺโต. ตถา หิ วุตฺตํ วินยฏฺฐกถายํ (๓, ๕๘)
‘‘สีตํ อุณฺหนฺติ อุตุวิสภาควเสน วุตฺต’’นฺติ.
สา ปน วิสุทฺธิมคฺเค ปทตฺถสํวณฺณนา โปราณสุตฺตนฺตฏฺฐกถาหิ อาคตา ภเวยฺย. ตถา หิ วุตฺตํ ปปญฺจสูทนิยา นาม มชฺฌิมนิกายฏฺฐกถาย สพฺพาสวสุตฺตวณฺณนายํ (๑, ๕๘) ‘‘อุณฺหนฺติ เจตฺถ อคฺคิสนฺตาโปว เวทิตพฺโพ, สูริยสนฺตาปวเสน ปเนตํ วตฺถุ วุตฺต’’นฺติ. เอตฺถ จ สจายมตฺโถ อาจริเยน อตฺตโน มติวเสน วุตฺโต อสฺส, ตสฺส วตฺถุสฺส โปราณฏฺฐกถายํ วุตฺตภาวญฺจ ตสฺสา อตฺถสํวณฺณนาย อตฺตโน มติภาวญฺจ ยุตฺตภาวญฺจ ปกาเสยฺย. อาจริโย หิ ยตฺถ ยตฺถ โปราณฏฺฐกถาสุ อวุตฺตตฺถํ วิเสเสตฺวา ทสฺเสติ, ตตฺถ ตตฺถ ตาทิสํ ญาปกวจนมฺปิ ปกาเสติเยว, ยถา สุมงฺคลวิลาสินิยํ (๑, ๗๒) ‘‘เอตฺถ อาณตฺติยนิสฺสคฺคิยถาวราปิ ปโยคา ยุชฺชนฺติ, อฏฺฐกถาสุ ปน อนาคตตฺตา วีมํสิตฺวา คเหตพฺพา’’ติ วจนํ, ยถา จ ปปญฺจสูทนิยํ (๑, ๓๐) ‘‘อวิจาริตเมตํ โปราเณหิ, อยํ ปน อตฺตโน มตี’’ติ วจนํ. น เจตฺถ กิญฺจิปิ ญาปกวจนํ ปกาสิตํ. ตสฺมา ‘‘ยเทตํ ‘อุณฺหสฺสาติ อคฺคิสนฺตาปสฺสา’ติ จ, ‘อุณฺหนฺติ เจตฺถ อคฺคิสนฺตาโปว เวทิตพฺโพ’ติ จ วจนํ, เอตํ โปราณสุตฺตนฺตฏฺฐกถาวจน’’นฺติ เวทิตพฺพนฺติ.
(ฆ) ปุนปิ เตน ‘‘ปปญฺจสูทนิยา นาม มชฺฌิมนิกายฏฺฐกถายํ โคปาลกสุตฺตํ สํวณฺเณนฺโต [ม. นิ. อฏฺฐ. ๑.๓๕๐] พุทฺธโฆโส ‘มคธวิเทหรฏฺฐานํ อนฺตเร คงฺคาย นทิยา มชฺเฌ วาลุกตฺถลทีปกา อตฺถี’ติ สทฺทหติ มญฺเญ. พุทฺธโฆเสน ปน ทิฏฺฐคงฺคา สีหฬทีเป มหาเวลิคงฺคาเยว, น ปน อินฺทิยรฏฺฐิกานํ เสฏฺฐสมฺมตา มหาคงฺคาติ ปากโฏเยวายมตฺโถ’’ติ จตุตฺถํ การณํ ทสฺสิตํ. ตํ ปน อิทานิ มหาคงฺคาย มชฺเฌ ตสฺมึ ฐาเน ตาทิสํ ทีปกํ อทิสฺวา ‘‘ปุพฺเพปิ เอวเมว ภเวยฺยา’’ติ เอกํสโต คเหตฺวา วุตฺตวจนมตฺตเมว. นทิโย ปน สพฺพทาปิ เตเนวากาเรน ติฏฺฐนฺตีติ น สกฺกา คเหตุนฺติ ปากโฏเยวายมตฺโถ. ตสฺมา ยถา ปุพฺเพ ตสฺส โคปาลสฺส กาเล ตสฺมึ ฐาเน มชฺเฌ คงฺคาย ตาทิสา ทีปกา สํวิชฺชมานา อเหสุํ, ตเถว โปราณฏฺฐกถาสุ เอส อตฺโถ สํวณฺณิโต, ตเทว จ วจนํ อาจริเยน ภาสาปริวตฺตนํ กตฺวา ปกาสิตนฺติ เอวเมว คเหตพฺพํ. ตสฺมา ตมฺปิ อการณเมวาติ.
พฺราหฺมณกุลวิจารณา
๒. อถ ‘‘พฺราหฺมณมาณโว’’ติ ปทมฺปิ เตน เอวํ วิจาริตํ –
(ก) ‘‘พุทฺธโฆโส ‘พฺราหฺมณกุลชาโต’ติ น สกฺกา คเหตุํ. กสฺมา เวทกาลโต ปฏฺฐาย ยาวชฺชตนา สพฺเพปิ พฺราหฺมณา
พฺราหฺมโณสฺย มุขมาสีทิ, พาหู ราชนฺย? กต?;
อูรู ตทสฺย ยท วคฺย?, ปทฺภฺยาํ คูโทฺร อชายตา’’ติ [อิรุเวท, ๑๐-มณฺฑล, ๙๐; ตถา อถว ๖ เวท ๑๙, ๖, ๖].
อิมํ ปุริสสุตฺตํ นาม มนฺตํ ชานนฺตีติ สทฺทหิยา.
อยํ ปนสฺสา อตฺโถ – ‘พฺราหฺมโณ อสฺส (พฺรหฺมุโน) มุขํ อาสิ. พาหู ราชญฺโญ กโต, ขตฺติยา อสฺส พาหูติ วุตฺตํ โหติ. โย เวสฺโส, โส อสฺส อูรู. สุทฺโท อสฺส ปาเทหิ อชายี’ติ.
พุทฺธโฆโส ปน ‘ปณฺฑิตพฺราหฺมโณ’ติ ญาโตปิ ตํ คาถํ น อญฺญาสิ. ตถา หิ เตน พนฺธุปาทาปจฺจาติ ปทสฺส อตฺถวณฺณนายํ ‘เตสํ กิร อยํ ลทฺธิ – พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน มุขโต นิกฺขนฺตา, ขตฺติยา อุรโต, เวสฺสา นาภิโต, สุทฺทา ชาณุโต, สมณา ปิฏฺฐิปาทโต’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๒๖๓; ม. นิ. อฏฺฐ. ๑.๕๐๘] ติสฺสา เวทคาถาย อสมานตฺโถ วณฺณิโต’’ติ.
อยํ ปเนตฺถ อนุวิจารณา – ยทิ จ ตํกาลิกานมฺปิ พฺราหฺมณานํ ลทฺธิ ตเถว ภเวยฺย ยถา เอติสฺสํ คาถายํ วุตฺตา, สา จตฺถวณฺณนา อาจริยสฺส มติมตฺตา. เอวํ สติ สา วิจารณา ยุตฺตา ภเวยฺย. เอติสฺสํ ปน คาถายํ ‘‘พฺราหฺมโณสฺย มุขมาสีทิ’’ติ ปฐมปาเทน ‘‘พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน มุขโต ชาตา’’ติ อตฺโถ อุชุกโต น ลพฺภติ. พุทฺธกาเล ปน พฺราหฺมณานํ ลทฺธิ ‘‘พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน มุขโต ชาตา’’ติ เอวเมว อโหสีติ ปากโฏเยวายมตฺโถ. ตถา หิ ทีฆนิกาเย ปาถิกวคฺเค อคฺคญฺญสุตฺเต (๓, ๖๗) –
‘‘ทิสฺสนฺติ โข ปน วาเสฏฺฐ พฺราหฺมณานํ พฺราหฺมณิโย อุตุนิโยปิ คพฺภินิโยปิ วิชายมานาปิ ปายมานาปิ. เต จ พฺราหฺมณา ๐ โยนิชาว สมานา เอวมาหํสุ – พฺราหฺมโณว เสฏฺโฐ วณฺโณ, หีนา อญฺเญ วณฺณา. พฺราหฺมโณว สุกฺโก วณฺโณ, กณฺหา อญฺเญ วณฺณา. พฺราหฺมณาว สุชฺฌนฺติ, โน อพฺราหฺมณา. พฺราหฺมณาว พฺรหฺมุโน ปุตฺตา โอรสา มุขโต ชาตา พฺรหฺมชา พฺรหฺมนิมฺมิตา พฺรหฺมทายาทาติ. เต พฺรหฺมานญฺเจว อพฺภาจิกฺขนฺติ, มุสา จ ภาสนฺติ, พหุญฺจ อปุญฺญํ ปสวนฺตี’’ติ –
ภควตา มหาการุณิเกน วาเสฏฺฐภารทฺวาชานํ พฺราหฺมณมาณวกานํ ภาสิตํ, เตหิ จ ตํ อภินนฺทิตํ. เต ปน เทฺวปิ มาณวกา ชาติวเสน ปริสุทฺธพฺราหฺมณา เจว โหนฺติ ติณฺณมฺปิ เวทานํ ปารคุโน จ. ตสฺมา ‘‘พฺราหฺมณา พฺรหฺมุโน มุขโต นิกฺขนฺตา’’ติ วจนสฺส ตํกาลิกานํ พฺราหฺมณานํ ลทฺธิวเสน วุตฺตภาโว ปากโฏเยว. ยถา เจตํ, เอวํ ‘‘ขตฺติยา อุรโต, เวสฺสา นาภิโต, สุทฺทา ชาณุโต, สมณา ปิฏฺฐิปาทโต’’ติ วจนมฺปิ ‘‘ตํกาลิกพฺราหฺมณานํ ลทฺธิญฺญูหิ โปราณฏฺฐกถาจริเยหิ วุตฺต’’นฺติ สทฺทหิตฺวา อาจริยพุทฺธโฆเสน ตํ สพฺพํ โปราณฏฺฐกถาโต ภาสาปริวตฺตนมตฺเตน วิเสเสตฺวา ปกาสิตํ ภเวยฺย. ตสฺมา ตายปิ เวทคาถาย อาจริยสฺส อพฺราหฺมณภาวสาธนํ อนุปปนฺนเมวาติ.
(ข) ปุนปิ เตน อาจริยพุทฺธโฆสตฺเถรสฺส อพฺราหฺมณภาวสาธนตฺถํ ทุติยมฺปิ การณํ เอวมาหฏํ –
‘‘พฺราหฺมณคนฺเถสุ คพฺภฆาตวาจกํ ภฺรูนหาติ ปทํ ปาฬิยํ ภูนหุ (ภูนหโน) อิติ ทิสฺสติ. มาคณฺฑิยสุตฺเต ภริยาย เมถุนสํวาสาภาเวน อุปฺปชฺชนารหคพฺภสฺส นาสกตฺตํ สนฺธาย มาคณฺฑิโย ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ ‘ภูนหุ (ภูนหโน) สมโณ โคตโม’ติ [ม. นิ. ๒.๒๐๗ อาทโย] อาห. ตํ พุทฺธโฆโส น ชานาตีติ ปากโฏเยว ตทตฺถสํวณฺณนาย. ตตฺถ หิ เตน ภูนหุโนติ (ภูนหนสฺสา) ปทํ ‘หตวฑฺฒิโน มริยาทการกสฺสา’ติ [ม. นิ. อฏฺฐ. ๒.๒๐๗] วณฺณิต’’นฺติ.
ตมฺปิ อยุตฺตเมว. น หิ มาคณฺฑิเยน โผฏฺฐพฺพารมฺมณาปริโภคมตฺตเมว สนฺธาย ภูนหุภาโว วุตฺโต, อถ โข ฉนฺนมฺปิ โลกามิสารมฺมณานํ อปริโภคํ สนฺธาย วุตฺโต. ตสฺมิญฺหิ สุตฺเต –
‘‘จกฺขุํ โข มาคณฺฑิย รูปารามํ รูปรตํ รูปสมฺมุทิตํ, ตํ ตถาคตสฺส ทนฺตํ คุตฺตํ รกฺขิตํ สํวุตํ, ตสฺส จ สํวราย ธมฺมํ เทเสติ, อิทํ นุ เต เอตํ มาคณฺฑิย สนฺธาย ภาสิตํ ‘ภูนหุ สมโณ โคตโม’ติ. เอตเทว โข ปน เม โภ โคตม สนฺธาย ภาสิตํ ‘ภูนหุ สมโณ โคตโม’ติ. ตํ กิสฺส เหตุ, เอวญฺหิ โน สุตฺเต โอจรตีติ…เป… มโน โข มาคณฺฑิย ธมฺมาราโม ธมฺมรโต ธมฺมสมฺมุทิโต, โส ตถาคตสฺส ทนฺโต คุตฺโต รกฺขิโต สํวุโต, ตสฺส จ สํวราย ธมฺมํ เทเสติ, อิทํ นุ เต เอตํ มาคณฺฑิย สนฺธาย ภาสิตํ ‘ภูนหุ สมโณ โคตโม’ติ. เอตเทว โข ปน เม โภ โคตม สนฺธาย ภาสิตํ ‘ภูนหุ สมโณ โคตโม’ติ. ตํ กิสฺส เหตุ, เอวญฺหิ โน สุตฺเต โอจรตี’’ติ [ม. นิ. ๒.๒๐๗ อาทโย].
เอวํ ภควโต จ อนุโยโค มาคณฺฑิยสฺส จ ปฏิญฺญา อาคตา.
เอตฺถ หิ เมถุนปฺปฏิเสวนวเสน โผฏฺฐพฺพารมฺมณปริโภคเหตุ เอว คพฺภปติฏฺฐานํ สมฺภวตีติ ตทปริโภคเมว สนฺธาย ‘‘ภูนหู’’ติ วตฺตุํ อรหติ, ตทญฺเญสํ ปน ปญฺจนฺนํ รูปาทิอารมฺมณานํ, ตตฺถาปิ วิเสสโต ธมฺมารมฺมณสฺส สุทฺธมโนวิญฺญาเณน ปริโภคเหตุ นตฺถิ กิญฺจิ คพฺภปติฏฺฐานนฺติ เตสํ อปริโภคํ สนฺธาย ภูนหูติ วตฺตุํ น อรหติเยว, มาคณฺฑิเยน ปน สพฺพานิปิ ตานิ สนฺธาย วุตฺตภาโว ปฏิญฺญาโต, การณญฺจสฺส ทสฺสิตํ ‘‘เอวญฺหิ โน สุตฺเต โอจรตี’’ติ. ตสฺมา กิญฺจาปิ ทานิ พฺราหฺมณคนฺเถสุ ภูนหุ- (ภฺรูนหา) สทฺโท คพฺภฆาตนตฺเถ ทิสฺสติ, มาคณฺฑิยสุตฺเต ปเนโส อตฺโถ น ยุชฺชตีติ อาจริเยน ‘‘หตวฑฺฒิ มริยาทการโก’’ติ อยเมวตฺโถ โปราณฏฺฐกถาย ภาสาปริวตฺตนวเสน ปกาสิโตติ เวทิตพฺโพ.
(ค) ปุนปิ เตน ‘‘อิทมฺปน พุทฺธโฆสสฺส อพฺราหฺมณภาวสาธกํ ปจฺฉิมการณํ, โส หิ วิสุทฺธิมคฺเค สีลนิทฺเทเส (๑, ๓๑) พฺราหฺมณานํ ปริหาสํ กโรนฺโต ‘เอวํ อิมินา ปิณฺฑปาตปฏิเสวเนน ปุราณญฺจ ชิฆจฺฉาเวทนํ ปฏิหงฺขามิ, นวญฺจ เวทนํ อปริมิตโภชนปจฺจยํ อาหรหตฺถก อลํสาฏก ตตฺรวฏฺฏก กากมาสก ภุตฺตวมิตกพฺราหฺมณานํ อญฺญตโร วิย น อุปฺปาเทสฺสามีติ ปฏิเสวตี’ติ อาห. อิทํ ปน เอกสฺส ภินฺนพฺราหฺมณลทฺธิกสฺสาปิ วจนํ สิยาติ ตเทว ทฬฺหการณํ กตฺวา น สกฺกา ‘พุทฺธโฆโส อพฺราหฺมโณ’ติ วตฺตุ’’นฺติ ตติยํ การณํ วุตฺตํ. ตํ ปน อติสํเวชนียวจนเมว. น เหตํ อาจริเยน พฺราหฺมณานํ ปริหาสํ กาตุกาเมน วุตฺตํ, น จ ตํ ปริหาสวจเนน สํโยเชตพฺพฏฺฐานํ, อญฺญทตฺถุ ยถาภูตมตฺถํ ทสฺเสตฺวา สพฺรหฺมจารีนํ โอวาทานุสาสนิทานวเสน วตฺตพฺพฏฺฐานํ, ตถาเยว จ อาจริเยน วุตฺตํ. ตถา หิ เย โลเก ปรทตฺตูปชีวิโน สมณา วา พฺราหฺมณา วา อญฺเญ วาปิ จ ปุคฺคลา, เต ปจฺจเวกฺขณญาณรหิตา อสํวเร ฐิตา กทาจิ อติปณีตํ รสํ ปหูตํ ลทฺธา อปริมิตมฺปิ ภุญฺเชยฺยุํ, วิเสสโต ปน พฺราหฺมณา โลกิกวตฺถุวเสน จ, ชาตกาทิสาสนิกวตฺถุวเสน จ ตาทิสา อเหสุนฺติ ปากฏา. อิมสฺมิญฺหิ โลเก วสฺสสตสหสฺเสหิ วา วสฺสโกฏีหิ วา อปริจฺฉินฺนทฺธาเน โก สกฺกา วตฺตุํ ‘‘เนทิสา ภูตปุพฺพา’’ติ. ตสฺมา ตาทิเสหิ วิย น อปริมิตโภชเนหิ ภวิตพฺพนฺติ โอวาทานุสาสนิทานวเสเนว วุตฺตํ. ตเทวํ อตฺถสํหิตมฺปิ สมานํ อโยนิโสมนสิกโรโต อนตฺถเมว ชาตํ, ยถา สภริยสฺส มาคณฺฑิยพฺราหฺมณสฺส อนาคามิมคฺคผลตฺถายปิ เทสิตา คาถา [ธ. ป. อฏฺฐ. ๑.สามาวตีวตฺถุ] เตสํ ธีตุยา อนตฺถาย สํวตฺตตีติ สํเวโคเยเวตฺถ พฺรูเหตพฺโพติ.
ปตญฺชลิวาทวิจารณา
๓. อถ เตน ‘‘ปาตญฺชลีมตํ ปริวตฺเตตี’’ติ วจนมฺปิ เอวํ วิจาริตํ.
(ก) ‘‘พุทฺธโฆโส ปตญฺชลิสฺส วา อญฺเญสํ วา อุตฺตรอินฺทิยรฏฺฐิกานํ วาทํ อปฺปกเมว อญฺญาสิ. ปตญฺชลิวาเทสุ หิ อณิมา ลฆิมาติ อิทเมว ทฺวยํ ทสฺเสสิ [วิสุทฺธิ. ๑.๑๔๔] ตตุตฺตริ โยคสุตฺตํ อชานนฺโต, ปตญฺชลิวาทสฺส จ ตุเลตฺวา ทีปนา ตสฺส คนฺเถสุ น ทิสฺสติ, ปตญฺชลินา กตปกรณญฺจ ปตญฺชลีติ นามมตฺตมฺปิ จ ตตฺถ ทีปิตํ นตฺถิ. วิสุทฺธิมคฺเค ปน ปญฺญาภูมินิทฺเทเส ‘ปกติวาทีนํ ปกติ วิยา’ติ [วิสุทฺธิ. ๒.๕๘๔] ปกติวาท (สํขฺยาวาท) นามมตฺตํ ปกาสิตํ, ตตฺเถว จ ‘ปฏิญฺญา เหตูติอาทีสุ หิ โลเก วจนาวยโว เหตูติ วุจฺจตี’ติ [วิสุทฺธิ. ๒.๕๙๕] อุทาหริตํ, เตน ญายติ ‘พุทฺธโฆโส อินฺทิยตกฺกนยทีปเก ญายคนฺถสฺมึ กิญฺจิ มูลภาคมตฺตํ อปริปุณฺณํ ชานาตี’ติ’’.
ตํ ปน สพฺพมฺปิ เกวลํ อาจริยสฺส อพฺภาจิกฺขณมตฺตเมว. อติคมฺภีรสฺส หิ อติครุกาตพฺพสฺส สุปริสุทฺธสฺส ปิฏกตฺตยสฺส อตฺถสํวณฺณนํ กโรนฺเตน สุปริสุทฺโธเยว ปาฬินโย จ อฏฺฐกถานโย จ โปราณเถรวาทา จาติ อีทิสาเยว อตฺถา ปกาเสตพฺพา, ยํ วา ปน อตฺถสํวณฺณนาย อุปการกํ สทฺทวินิจฺฉยปฏิสํยุตฺตํ โลกิยคนฺถวจนํ, ตเทว จ ยถารหํ ปกาเสตพฺพํ, น ปน อนุปการานิปิ ตํตํคนฺถตกฺกตฺตุนามานิ จ, เตหิ วุตฺตวจนานิ จ พหูนิ, น จ เตสํ อปฺปกาสเนน ‘‘น เต อฏฺฐกถาจริโย ชานาตี’’ติ วตฺตพฺโพ. ยทิ หิ ยํ ยํ โลกิยคนฺถํ อตฺตนา ชานาติ, ตํ สพฺพํ อนุปการมฺปิ อตฺตโน อฏฺฐกถายมาเนตฺวา ปกาเสยฺย, อติวิตฺถารา จ สา ภเวยฺย อปริสุทฺธา จ อสมฺมานิตา จ สาสนิกวิญฺญูหีติ อาจริเยน ปตญฺชลิวาทาทโย น วิตฺถาเรน ปกาสิตาติ ญาตพฺพํ, อญฺญทตฺถุ เยหิ เยหิ โลกิยคนฺเถหิ กิญฺจิ กิญฺจิ อาจริเยน อาเนตฺวา ปกาสิตํ, เต เต จ คนฺถา, อญฺเญปิ จ ตาทิสา อาจริเยน ญาตาเตฺวว ชานิตพฺพา วิญฺญูหิ, ยถา สมุทฺทสฺส เอกเทสํ ทิสฺวา สพฺโพปิ สมุทฺโท เอทิโสติ ญายติ. อาจริโย ปน ยตฺถ ยตฺถ เวทปฏิสํยุตฺตวจนานิ อาคตานิ, ตตฺถ ตตฺถ เวทคนฺเถหิปิ กิญฺจิ กิญฺจิ อาเนตฺวา ปกาเสสิเยว. ตถา หิ อาจริเยน สุมงฺคลวิลาสินิยํ นาม ทีฆนิกายฏฺฐกถายํ –
‘‘ติณฺณํ เวทานนฺติ อิรุเวทยชุเวทสามเวทาน’’นฺติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๒๕๖] จ,
‘‘อิติหาสปญฺจมานนฺติ อถพฺพณเวทํ จตุตฺถํ กตฺวา อิติห อาส อิติห อาสาติ อีทิสวจนปฏิสํยุตฺโต ปุราณกถาสงฺขาโต อิติหาโส ปญฺจโม เอเตสนฺติ อิติหาสปญฺจมา, เตสํ อิติหาสปญฺจมานํ เวทาน’’นฺติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๒๕๖] จ,
‘‘ยิฏฺฐํ วุจฺจติ มหายาโค’’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑๗๐-๑๗๒] จ,
‘‘อคฺคิโหมนฺติ เอวรูเปน ทารุนา เอวํ หุเต อิทํ นาม โหตีติ อคฺคิชุหนํ. ทพฺพิโหมาทีนิปิ อคฺคิโหมาเนว, เอวรูปาย ทพฺพิยา อีทิเสหิ กณาทีหิ หุเต อิทํ นาม โหตีติ เอวํ ปวตฺติวเสน ปน วิสุํ วุตฺตานี’’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๒๑] จ,
‘‘สาสปาทีนิ ปน มุเขน คเหตฺวา อคฺคิมฺหิ ปกฺขิปนํ, วิชฺชํ ปริชปฺปิตฺวา ชุหนํ วา มุขโหม’’นฺติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๒๑] จ –
เอวมาทินา เวทปฏิสํยุตฺตวจนานิ เวทคนฺถานุรูปโต วณฺณิตานิ. ตานิ จ โปราณฏฺฐกถาโต ภาสาปริวตฺตนวเสน วุตฺตานิปิ ภเวยฺยุํ, เวทคนฺเถสุ ปน อโกวิเทน ยาถาวโต ภาสาปริวตฺตนํ กาตุมฺปิ น สุกรเมว, ตสฺมา อาจริยสฺส เวทคนฺเถสุ โกวิทภาโวปิ ปากโฏเยว. เอวํ เวทคนฺเถสุ จ ตทญฺญโลกิยคนฺเถสุ จ สุโกวิทสฺเสว สมานสฺส เตสํ วิตฺถารโต อปฺปกาสนํ ยถาวุตฺตการเณเนวาติ เวทิตพฺพํ.
อปิ จ อาจริโย อตฺตโน คนฺถารมฺเภเยว –
‘‘ตโต จ ภาสนฺตรเมว หิตฺวา,
วิตฺถารมคฺคญฺจ สมาสยิตฺวา;
วินิจฺฉยํ สพฺพมเสสยิตฺวา…เป…
ยสฺมา อยํ เหสฺสติ วณฺณนาปี’’ติ [ปารา. อฏฺฐ. ๑.คนฺถารมฺภกถา] จ.
‘‘อปเนตฺวาน ตโตหํ, สีหฬภาสํ มโนรมํ ภาสํ;
ตนฺตินยานุจฺฉวิกํ, อาโรเปตฺวา วิคตโทสํ.
สมยํ อวิโลเมนฺโต, เถรานํ เถรวํสปทีปานํ;
สุนิปุณวินิจฺฉยานํ, มหาวิหาเร นิวาสินํ;
หิตฺวา ปุนปฺปุนาคต-มตฺถํ อตฺถํ ปกาสยิสฺสามี’’ติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.คนฺถารมฺภกถา] จ–
เอวํ โปราณฏฺฐกถานํ ภาสาปริวตฺตนสํขิปนวเสเนว วิเสเสตฺวา อภินวฏฺฐกถาโย กริสฺสามีติ ปฏิญฺญํ กตฺวา ยถาปฏิญฺญาตเมว อกาสิ, น อตฺตโน ญาณปฺปภาเวน วิเสเสตฺวาติปิ เวทิตพฺพํ. ตสฺมา อฏฺฐกถาสุ ปตญฺชลิวาทาทีนํ วิตฺถารโต อปฺปกาสนมารพฺภ ‘‘พุทฺธโฆโส ปตญฺชลิวาทาทีนิ ปริปุณฺณํ น ชานาตี’’ติ วจนํ เกวลํ อาจริยสฺส อพฺภาจิกฺขณมตฺตเมวาติ.
กพฺพสตฺถวิจารณา
๔. ปุนปิ โส เอวมาห ‘‘กิญฺจาปิ พุทฺธโฆโส รามายณมหาภารตสงฺขาตานํ มหากพฺพสตฺถานํ สุกุสโล วิย น ทิสฺสติ, ตถาปิ ตานิ ทสฺเสสิ. กถํ? อกฺขานนฺติ ภารตยุชฺฌนาทิกํ, ตํ ยสฺมึ ฐาเน กถียติ, ตตฺถ คนฺตุมฺปิ น วฏฺฏตีติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑๓] จ, ตสฺส (สมฺผปลาปสฺส) เทฺว สมฺภารา ภารตยุทฺธสีตาหรณาทินิรตฺถกกถาปุเรกฺขารตา ตถารูปิกถากถนญฺจาติ [ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๘] จ ทสฺเสสี’’ติ.
ตํ ปน ปุริมวจนโตปิ อเหตุกตรํ เกวลํ อนาทรีกรณมตฺตเมว. อติคมฺภีรตฺถสฺส หิ อติครุกรณียสฺส ปิฏกตฺตยสฺส อตฺถสํวณฺณนายํ นิรตฺถกสฺส สมฺผปลาปสมุทายภูตสฺส กพฺพสตฺถสฺส วิตฺถารโต ปกาสเนน กึ สิยา ปโยชนํ, อญฺญทตฺถุ สาเยวสฺส อสมฺมานิตา, อนาทริยา จ วิญฺญูหีติ.
พาหุสจฺจคุณมกฺขนํ
๕. ปุนปิ ธมฺมานนฺโท อาจริยสฺส พาหุสจฺจคุณํ มกฺเขตุกาโม เอวมาห – ‘‘ตสฺส (พุทฺธโฆสสฺส) สมยนฺตรโกวิทสงฺขาตํ พาหุสจฺจํ น ตโต อุตฺตริตรํ โหติ, ยํ อาธุนิกานํ คนฺถนฺตรโกวิทานํ สีหฬิกภิกฺขูนํ ยํ วา เอกาทสเม ขริสฺตวสฺสสตเก (๑๐๐๑-๑๑๐๐) อุปฺปนฺนานํ ทกฺขิณอินฺทิยรฏฺฐิกานํ อนุรุทฺธ-ธมฺมปาลาทีนํ ภิกฺขูน’’นฺติ.
ตํ ปน สพฺพถาปิ อยุตฺตวจนเมว. ยทิ หิ อาธุนิกา วา สีหฬิกภิกฺขู, โปราณา วา อาจริยอนุรุทฺธ-ธมฺมปาลตฺเถราทโย สมยนฺตรพาหุสจฺจวเสน อาจริยพุทฺธโฆเสน สมานา วา อุตฺตริตรา วา ภเวยฺยุํ, เต อาจริยพุทฺธโฆสตฺเถรสฺส อฏฺฐกถาหิ อนารทฺธจิตฺตา หุตฺวา ตโต สุนฺทรตรา ปริปุณฺณตรา จ อภินวฏฺฐกถาโย กเรยฺยุํ, น ปน เต ตถา กโรนฺติ, น เกวลํ น กโรนฺติเยว, อถ โข เตสํ เอโกปิ น เอวํ วทติ ‘‘อหํ พุทฺธโฆเสน พาหุสจฺจวเสน สมสโมติ วา อุตฺตริตโร’’ติ วา, อญฺญทตฺถุ เต อาจริยสฺส อฏฺฐกถาโยเยว สํวณฺเณนฺติ จ อุปตฺถมฺเภนฺติ จ, อาจริยฏฺฐาเน จ ฐเปนฺติ. เตเนตํ ญายติ สพฺพถาปิ อยุตฺตวจนนฺติ.
มหายานิกนยวิจารณา
๖. ปุน โส ตาวตฺตเกนาปิ อสนฺตุฏฺโฐ อาจริยํ อวมญฺญนฺโต เอวมาห – ‘‘มหายานนิกายสฺส ปธานาจริยภูตานํ อสฺส โฆส-นาคชฺชุนานํ นยํ วา, นามมตฺตมฺปิ วา เตสํ น ชานาติ มญฺเญ พุทฺธโฆโส’’ติ. ตํ ปน อติวิย อธมฺมิกํ นิรตฺถกญฺจ นิคฺคหวจนมตฺตเมว. น หิ นิกายนฺตริกานํ วาทนยานํ อตฺตโน อฏฺฐกถายํ อปฺปกาสเนน โส เต น ชานาตีติ สกฺกา วตฺตุํ. นนุ อาจริเยน อาคมฏฺฐกถาสุ คนฺถารมฺเภเยว –
‘‘สมยํ อวิโลเมนฺโต, เถรานํ เถรวํสปทีปานํ;