๒. อภิธมฺมภาชนียวณฺณนา

๑๖๗. นามรูปปริจฺเฉทกถา อภิธมฺมกถาติ สุตฺตนฺเต วิย ปจฺจยยุคฬวเสน อกเถตฺวา อชฺฌตฺติกพาหิรวเสน อภิญฺเญยฺยานิ อายตนานิ อพฺโพการโต อภิธมฺมภาชนีเย กถิตานิ. อาคมฺมาติ สพฺพสงฺขาเรหิ นิพฺพินฺทสฺส วิสงฺขารนินฺนสฺส โคตฺรภุนา วิวฏฺฏิตมานสสฺส มคฺเคน สจฺฉิกรเณนาติ อตฺโถ. สจฺฉิกิริยมานญฺหิ ตํ อธิคนฺตฺวา อารมฺมณปจฺจยภูตญฺจ ปฏิจฺจ อธิปติปจฺจยภูเต จ ตมฺหิ ปรมสฺสาสภาเวน วินิมุตฺตสงฺขารสฺส จ คติภาเวน ปติฏฺฐานภูเต ปติฏฺฐาย ขยสงฺขาโต มคฺโค ราคาทโย เขเปตีติ ตํสจฺฉิกรณาภาเว ราคาทีนํ อนุปฺปตฺตินิโรธคมนาภาวา ‘‘ตํ อาคมฺม ราคาทโย ขียนฺตี’’ติ วุตฺตํ. สุตฺตโต มุญฺจิตฺวาติ สุตฺตปทานิ มุญฺจิตฺวา. อญฺโญ สุตฺตสฺส อตฺโถ ‘‘มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา’’ติอาทีสุ (ธ. ป. ๒๙๔-๒๙๕) วิย อาหริตพฺโพ, นตฺถิ สุตฺตปเทเหว นีโต อตฺโถติ อตฺโถ.

เอกํ นานนฺติ จุณฺณิตํ ขุทฺทกํ วา กรณํ, จุณฺณีกรณนฺติ อพหุมาเนน วทติ. น ตฺวํ เอกํ นานํ ชานาสีติ กึ เอตฺตกํ ตฺวเมว น ชานาสีติ อตฺโถ. นนุ ญาเตติ ‘‘ยทิปิ ปุพฺเพ น ญาตํ, อธุนาปิ ญาเต นนุ สาธุ โหตี’’ติ อตฺตโน ชานนํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา วิกฺเขปํ กโรนฺตํ นิพนฺธติ. วิภชิตฺวาติ อกฺขรตฺถมตฺเต อฏฺฐตฺวา ลีนํ อตฺถํ วิภชิตฺวา อุทฺธริตฺวา นีหริตฺวา กถิตนฺติ อตฺโถ. ราคาทีนํ ขโย นาม อภาวมตฺโต, น จ อภาวสฺส พหุภาโว อตฺถิ อตฺตโน อภาวตฺตาติ วทนฺตสฺส วจนปจฺฉินฺทนตฺถํ ปุจฺฉติ ‘‘ราคกฺขโย นาม ราคสฺเสว ขโย’’ติอาทิ. ยทิ หิ ราคกฺขโย โทสาทีนํ ขโย น โหติ, โทสกฺขยาทโย จ ราคาทีนํ ขยา, อญฺญมญฺญวิสิฏฺฐา ภินฺนา อาปนฺนา โหนฺตีติ พหุนิพฺพานตา อาปนฺนา เอว โหติ, อญฺญมญฺญวิเสโส จ นาม นิสฺสภาวสฺส นตฺถีติ สสภาวตา จ นิพฺพานสฺส. นว ตณฺหามูลกา ‘‘ตณฺหํ ปฏิจฺจ ปริเยสนา’’ติ (ที. นิ. ๒.๑๐๓; ๓.๓๕๙; อ. นิ. ๙.๒๓; วิภ. ๙๖๓) อาทโย, เตสุ ปริเยสนาทโย จ ปริเยสนาทิกรกิเลสา ทฏฺฐพฺพา. ทิยฑฺฒกิเลสสหสฺสํ นิทานกถายํ วุตฺตํ.

โอฬาริกตาย กาเรตพฺโพติ อติสุขุมสฺส นิพฺพานสฺส โอฬาริกภาวโทสาปตฺติยา โพเธตพฺโพ, นิคฺคเหตพฺโพ วา. วตฺถุนฺติ อุปาทินฺนกโผฏฺฐพฺพํ เมถุนํ. อจฺฉาทีนมฺปิ นิพฺพานปฺปตฺติ กสฺมา วุตฺตา, นนุ ‘‘กิเลสานํ อจฺจนฺตํ อนุปฺปตฺตินิโรโธ นิพฺพาน’’นฺติ อิจฺฉนฺตสฺส กิเลสานํ วินาโส กญฺจิ กาลํ อปฺปวตฺติ นิพฺพานํ น โหตีติ? น, อภาวสามญฺญโต. อจฺจนฺตาปวตฺติ หิ กญฺจิ กาลญฺจ อปฺปวตฺติ อภาโวเยวาติ นตฺถิ วิเสโส. สวิเสสํ วา วทนฺตสฺส อภาวตา อาปชฺชตีติ. ติรจฺฉานคเตหิปิ ปาปุณิตพฺพตฺตา เตสมฺปิ ปากฏํ ปิฬนฺธนํ วิย โอฬาริกํ ถูลํ. เกวลํ ปน กณฺเณ ปิฬนฺธิตุํ น สกฺโกติ, ปิฬนฺธนโตปิ วา ถูลตฺตา น สกฺกาติ อุปฺปณฺเฑนฺโต วิย นิคฺคณฺหาติ.

นิพฺพานารมฺมณกรเณน โคตฺรภุกฺขเณ กิเลสกฺขยปฺปตฺติ ปนสฺส อาปนฺนาติ มญฺญมาโน อาห ‘‘ตฺวํ อขีเณสุเยวา’’ติอาทิ. นนุ อารมฺมณกรณมตฺเตน กิเลสกฺขโย อนุปฺปตฺโตติ น สกฺกา วตฺตุํ. จิตฺตญฺหิ อตีตานาคตาทิสพฺพํ อาลมฺเพติ, น นิปฺผนฺนเมวาติ โคตฺรภุปิ มคฺเคน กิเลสานํ ยา อนุปฺปตฺติธมฺมตา กาตพฺพา, ตํ อารพฺภ ปวตฺติสฺสตีติ? น, อปฺปตฺตนิพฺพานสฺส นิพฺพานารมฺมณญาณาภาวโต. น หิ อญฺญธมฺมา วิย นิพฺพานํ, ตํ ปน อติคมฺภีรตฺตา อปฺปตฺเตน อาลมฺพิตุํ น สกฺกา. ตสฺมา เตน โคตฺรภุนา ปตฺตพฺเพน ติกาลิกสภาวาติกฺกนฺตคมฺภีรภาเวน ภวิตพฺพํ, กิเลสกฺขยมตฺตตํ วา อิจฺฉโต โคตฺรภุโต ปุเรตรํ นิปฺผนฺเนน กิเลสกฺขเยน. เตนาห ‘‘ตฺวํ อขีเณสุเยว กิเลเสสุ กิเลสกฺขยํ นิพฺพานํ ปญฺญเปสี’’ติ. อปฺปตฺตกิเลสกฺขยารมฺมณกรเณ หิ สติ โคตฺรภุโต ปุเรตรจิตฺตานิปิ อาลมฺเพยฺยุนฺติ.

มคฺคสฺส กิเลสกฺขยํ นิพฺพานนฺติ มคฺคสฺส อารมฺมณภูตํ นิพฺพานํ กตมนฺติ อตฺโถ. มคฺโคติอาทินา ปุริมปุจฺฉาทฺวยเมว วิวรติ.

น จ กิญฺจีติ รูปาทีสุ นิพฺพานํ กิญฺจิ น โหติ, น จ กทาจิ โหติ, อตีตาทิภาเวน น วตฺตพฺพนฺติ วทนฺติ, ตํ อาคมฺม อวิชฺชาตณฺหานํ กิญฺจิ เอกเทสมตฺตมฺปิ น โหติ, ตเทว ตํ อาคมฺม กทาจิ น จ โหตีติ อตฺโถ ยุตฺโต.

อภิธมฺมภาชนียวณฺณนา นิฏฺฐิตา.