๑. สุตฺตนฺตภาชนียํ
๑. สงฺคหวารวณฺณนา
๗๑๘. เอเสว นโยติ สงฺเขเปน ทสฺเสตฺวา ตเมว นยํ วิตฺถารโต ทสฺเสตุํ ‘‘ธมฺมปฺปเภทสฺส หี’’ติอาทิมาห. นิรุตฺติปฏิภานปฺปเภทา ตพฺพิสยานํ อตฺถาทีนํ ปจฺจยุปฺปนฺนาทิเภเทหิ ภินฺทิตฺวา เวทิตพฺพา.
‘‘ยํ กิญฺจิ ปจฺจยสมุปฺปนฺน’’นฺติ เอเตน สจฺจเหตุธมฺมปจฺจยาการวาเรสุ อาคตานิ ทุกฺขาทีนิ คหิตานิ. สจฺจปจฺจยาการวาเรสุ นิพฺพานํ, ปริยตฺติวาเร ภาสิตตฺโถ, อภิธมฺมภาชนีเย วิปาโก กิริยญฺจาติ เอวํ ปาฬิยํ วุตฺตานเมว วเสน ปญฺจ อตฺถา เวทิตพฺพา, ตถา ธมฺมา จ.
วิทหตีติ นิพฺพตฺตกเหตุอาทีนํ สาธารณํ นิพฺพจนํ, ตทตฺถํ ปน วิภาเวตุมาห ‘‘ปวตฺเตติ เจว ปาเปติ จา’’ติ. เตสุ ปุริโม อตฺโถ มคฺควชฺเชสุ ทฏฺฐพฺโพ. ภาสิตมฺปิ หิ อวโพธนวเสน อตฺถํ ปวตฺเตตีติ. มคฺโค ปน นิพฺพานํ ปาเปตีติ ตสฺมึ ปจฺฉิโม.
ธมฺมนิรุตฺตาภิลาเปติ เอตฺถ ธมฺม-สทฺโท สภาววาจโกติ กตฺวา อาห ‘‘ยา สภาวนิรุตฺตี’’ติ, อวิปรีตนิรุตฺตีติ อตฺโถ. ตสฺสา อภิลาเปติ ตสฺสา นิรุตฺติยา อวจนภูตาย ปญฺญตฺติยา อภิลาเปติ เกจิ วณฺณยนฺติ. เอวํ สติ ปญฺญตฺติ อภิลปิตพฺพา, น วจนนฺติ อาปชฺชติ, น จ วจนโต อญฺญํ อภิลปิตพฺพํ อุจฺจาเรตพฺพํ อตฺถิ, อถาปิ ผสฺสาทิวจเนหิ โพเธตพฺพํ อภิลปิตพฺพํ สิยา, เอวํ สติ อตฺถธมฺมวชฺชํ เตหิ โพเธตพฺพํ น วิชฺชตีติ เตสํ นิรุตฺติภาโว อาปชฺชติ. ‘‘ผสฺโสติ จ สภาวนิรุตฺติ, ผสฺสํ ผสฺสาติ น สภาวนิรุตฺตี’’ติ ทสฺสิโตวายมตฺโถ, น จ อวจนํ เอวํปการํ อตฺถิ, ตสฺมา วจนภูตาย เอว ตสฺสา สภาวนิรุตฺติยา อภิลาเป อุจฺจารเณติ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ.
ตํ สภาวนิรุตฺตึ สทฺทํ อารมฺมณํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺตสฺส ตสฺมึ สภาวนิรุตฺตาภิลาเป ปเภทคตํ ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาติ วุตฺตตฺตา นิรุตฺติสทฺทารมฺมณาย โสตวิญฺญาณวีถิยา ปรโต มโนทฺวาเร นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ปวตฺตตีติ วทนฺติ. ‘‘นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา’’ติ จ วจนํ สทฺทํ คเหตฺวา ปจฺฉา ชานนํ สนฺธาย วุตฺตนฺติ. เอวํ ปน อญฺญสฺมึ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมเณ อญฺญํ ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณนฺติ วุตฺตนฺติ อาปชฺชติ. ยถา ปน ทิพฺพโสตญาณํ มนุสฺสามนุสฺสาทิสทฺทปฺปเภทนิจฺฉยสฺส ปจฺจยภูตํ ตํ ตํ สทฺทวิภาวกํ, เอวํ สภาวาสภาวนิรุตฺตินิจฺฉยสฺส ปจฺจยภูตํ ปจฺจุปฺปนฺนสภาวนิรุตฺติสทฺทารมฺมณํ ตํวิภาวกญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาติ วุจฺจมาเน น ปาฬิวิโรโธ โหติ. ตํ สภาวนิรุตฺตึ สทฺทํ อารมฺมณํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺตสฺสาติ จ ปจฺจุปฺปนฺนสทฺทารมฺมณํ ปจฺจเวกฺขณํ ปวตฺตยนฺตสฺสาติ น น สกฺกา วตฺตุํ. ตมฺปิ หิ ญาณํ สภาวนิรุตฺตึ วิภาเวนฺตํเยว ตํตํสทฺทปจฺจเวกฺขณานนฺตรํ ตํตํปเภทนิจฺฉยเหตุตฺตา นิรุตฺตึ ภินฺทนฺตํ ปฏิวิชฺฌนฺตเมว อุปฺปชฺชตีติ จ ปเภทคตมฺปิ โหตีติ. สภาวนิรุตฺตีติ มาคธภาสา อธิปฺเปตาติ ตโต อญฺญํ สกฺกฏนามาทิสทฺทํ สนฺธาย ‘‘อญฺญํ ปนา’’ติ อาห. พฺยญฺชนนฺติ นิปาตปทมาห.
กถิตํ อฏฺฐกถายํ. โพธิมณฺฑ-สทฺโท ปฐมาภิสมฺพุทฺธฏฺฐาเน เอว ทฏฺฐพฺโพ, น ยตฺถ กตฺถจิ โพธิรุกฺขสฺส ปติฏฺฐิตฏฺฐาเน. สุวณฺณสลากนฺติ เสฏฺฐสลากํ, ธมฺมเทสนตฺถํ สลากํ คเหตฺวาติ อตฺโถ, น ปฏิสมฺภิทายํ ฐิเตน ปวาริตํ, ตสฺมา ปฏิสมฺภิทาโต อญฺเญเนว ปกาเรน ชานิตพฺพโต น สกฺกฏภาสาชานนํ ปฏิสมฺภิทากิจฺจนฺติ อธิปฺปาโย.
อิทํ กถิตนฺติ มาคธภาสาย สภาวนิรุตฺติตาญาปนตฺถํ อิทํ อิทานิ วตฺตพฺพํ กถิตนฺติ อตฺโถ. ฉทฺทนฺตวารณ (ชา. ๑.๑๖.๙๗ อาทโย) -ติตฺติรชาตกาทีสุ (ชา. ๑.๔.๗๓ อาทโย) ติรจฺฉาเนสุ จ มาคธภาสา อุสฺสนฺนา, น โอฏฺฏกาทิภาสา สกฺกฏํ วา.
ตตฺถาติ มาคธเสสภาสาสุ. เสสา ปริวตฺตนฺติ เอกนฺเตน กาลนฺตเร อญฺญถา โหนฺติ วินสฺสนฺติ จ. มาคธา ปน กตฺถจิ กทาจิ ปริวตฺตนฺตีปิ น สพฺพตฺถ สพฺพทา สพฺพถา จ ปริวตฺตติ, กปฺปวินาเสปิ ติฏฺฐติเยวาติ ‘‘อยเมเวกา น ปริวตฺตตี’’ติ อาห. ปปญฺโจติ จิรายนนฺติ อตฺโถ. พุทฺธวจนเมว เจตสฺส วิสโย, เตเนว ‘‘เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท’’ติ คาถํ ปุจฺฉิโต จิตฺโต คหปติ ‘‘‘กึ นุ โข เอตํ, ภนฺเต, ภควตา ภาสิต’นฺติ? ‘เอวํ คหปตี’ติ. ‘เตน หิ, ภนฺเต, มุหุตฺตํ อาคเมถ, ยาวสฺส อตฺถํ เปกฺขามี’’’ติ (สํ. นิ. ๔.๓๔๗) อาหาติ วทนฺติ.
สพฺพตฺถกญาณนฺติ อตฺถาทีสุ ญาณํ. ตญฺหิ สพฺเพสุ เตสุ ตีสุ จตูสุปิ วา ปวตฺตตฺตา, กุสลกิริยภูตาย ปฏิภานปฏิสมฺภิทาย ธมฺมตฺถภาวโต ตีสุ เอว วา ปวตฺตตฺตา ‘‘สพฺพตฺถกญาณ’’นฺติ วุตฺตํ. อิมานิ ญาณานิ อิทมตฺถโชตกานีติ สาตฺถกานํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพตฺตา สพฺโพ อตฺโถ เอตสฺสาติปิ สพฺพตฺถกํ, สพฺพสฺมึ ขิตฺตนฺติ วา. เสกฺเข ปวตฺตา อรหตฺตปฺปตฺติยา วิสทา โหนฺตีติ วทนฺติ. ปุพฺพโยโค วิย ปน อรหตฺตปฺปตฺติ อรหโตปิ ปฏิสมฺภิทาวิสทตาย ปจฺจโย น น โหตีติ ปญฺจนฺนมฺปิ ยถาโยคํ เสกฺขาเสกฺขปฏิสมฺภิทาวิสทตฺตการณตา โยเชตพฺพา.
ปุจฺฉาย ปรโต ปวตฺตา กถาติ กตฺวา อฏฺฐกถา ‘‘ปริปุจฺฉา’’ติ วุตฺตา. ปฏิปตฺตึ ปูเรตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺตีติ ปฏิปตฺติครุตาย ลาภํ หีเฬนฺเตน สตสหสฺสคฺฆนกมฺปิ กมฺพลํ วาสิยา โกฏฺเฏตฺวา ปริภณฺฑกรณํ มยา กตํ อาวชฺชิตฺวา ลาภครุโน ปริยตฺติธรา ธมฺมกถิกาว ภวิตุํ น มญฺญิสฺสนฺตีติ วุตฺตํ โหติ. เอตฺถ จ เถรสฺส กงฺขุปฺปตฺติยา ปุพฺเพ อวิสทตํ ทสฺเสตฺวา อรหตฺตปฺปตฺตสฺส ปญฺหวิสฺสชฺชเนน อรหตฺตปฺปตฺติยา วิสทตา ทสฺสิตา. ติสฺสตฺเถโร อนนฺตรํ วุตฺโต ติสฺสตฺเถโร เอวาติ วทนฺติ.
ปเภโท นาม มคฺเคหิ อธิคตานํ ปฏิสมฺภิทานํ ปเภทคมนํ. อธิคโม เตหิ ปฏิลาโภ, ตสฺมา โส โลกุตฺตโร, ปเภโท กามาวจโร ทฏฺฐพฺโพ. น ปน ตถาติ ยถา อธิคมสฺส พลวปจฺจโย โหติ, น ตถา ปเภทสฺสาติ อตฺโถ. อิทานิ ปริยตฺติยาทีนํ อธิคมสฺส พลวปจฺจยตฺตาภาวํ, ปุพฺพโยคสฺส จ พลวปจฺจยตฺตํ ทสฺเสนฺโต ‘‘ปริยตฺติสวนปริปุจฺฉา หี’’ติอาทิมาห. ตตฺถ ปฏิสมฺภิทา นาม นตฺถีติ ปฏิสมฺภิทาธิคโม นตฺถีติ อธิปฺปาโย. อิทานิ ยํ วุตฺตํ โหติ, ตํ ทสฺเสนฺโต ‘‘อิเม ปนา’’ติอาทิมาห. ปุพฺพโยคาธิคมา หิ เทฺวปิ วิสทการณาติ ‘‘ปุพฺพโยโค ปเภทสฺส พลวปจฺจโย โหตี’’ติ วุตฺตนฺติ.
สงฺคหวารวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๒. สจฺจวาราทิวณฺณนา
๗๑๙. เหตุวาเร กาลตฺตเยปิ เหตุผลธมฺมา ‘‘อตฺถา’’ติ วุตฺตา, เตสญฺจ เหตุธมฺมา ‘‘ธมฺมา’’ติ, ธมฺมวาเร เวเนยฺยวเสน อตีตานญฺจ สงฺคหิตตฺตา ‘‘อุปฺปนฺนา สมุปฺปนฺนา’’ติอาทิ น วุตฺตนฺติ อตีตปจฺจุปฺปนฺนา ‘‘อตฺถา’’ติ วุตฺตา, ตํนิพฺพตฺตกา จ ‘‘ธมฺมา’’ติ อิทเมเตสํ ทฺวินฺนมฺปิ วารานํ นานตฺตํ.
สจฺจวาราทิวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
สุตฺตนฺตภาชนียวณฺณนา นิฏฺฐิตา.