๔. สงฺขารกฺขนฺธนิทฺเทสวณฺณนา

๒๐. เหฏฺฐิมโกฏิยาติ เอตฺถ ภุมฺมนิทฺเทโสว. ตตฺถ หิ ปธานํ ทสฺสิตนฺติ. ยทิ เอวํ อุปริมโกฏิยา ตํ น ทสฺสิตนฺติ อาปชฺชตีติ? นาปชฺชติ, อุปริมโกฏิคตภาเวน วินา เหฏฺฐิมโกฏิคตภาวาภาวโต. เหฏฺฐิมโกฏิ หิ สพฺพพฺยาปิกาติ. ทุติเย กรณนิทฺเทโส, เหฏฺฐิมโกฏิยา อาคตาติ สมฺพนฺโธ. ปุริเมปิ วา ‘‘เหฏฺฐิมโกฏิยา’’ติ ยํ วุตฺตํ, ตญฺจ ปธานสงฺขารทสฺสนวเสนาติ สมฺพนฺธกรเณน กรณนิทฺเทโสว. ตํสมฺปยุตฺตา สงฺขาราติ เอกูนปญฺญาสปฺปเภเท สงฺขาเร อาห. คหิตาว โหนฺติ ตปฺปฏิพทฺธตฺตา.

สงฺขารกฺขนฺธนิทฺเทสวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

ปกิณฺณกกถาวณฺณนา

สมุคฺคม-สทฺโท สญฺชาติยํ อาทิอุปฺปตฺติยํ นิรุโฬฺห. ตํตํปจฺจยสมาโยเค หิ ปุริมภวสงฺขาตา ปุริมนฺตโต อุทฺธงฺคมนํ สมุคฺคโม, สนฺธิยํ วา ปฏิสนฺธิยํ อุคฺคโม สมุคฺคโม. โส ปน ยตฺถ ปญฺจกฺขนฺธา ปริปุณฺณา สมุคฺคจฺฉนฺติ, ตตฺเถว ทสฺสิโต. เอเตน นเยน อปริปุณฺณขนฺธสมุคฺคโม เอกโวการจตุโวกาเรสุ สกฺกา วิญฺญาตุนฺติ. อถ วา ยถาธิคตานํ ปญฺจนฺนมฺปิ ขนฺธานํ สห อุคฺคโม อุปฺปตฺติ สมุคฺคโม. เอตสฺมึ อตฺเถ วิกลุปฺปตฺติ อสงฺคหิตา โหติ. หิมวนฺตปฺปเทเส ชาติมนฺตเอฬกโลมํ ชาติอุณฺณา. สปฺปิมณฺฑพินฺทูติ เอวํ เอตฺถาปิ พินฺทุ-สทฺโท โยเชตพฺโพ. เอวํวณฺณปฺปฏิภาคนฺติ เอวํวณฺณํ เอวํสณฺฐานญฺจ. ปฏิภชนํ วา ปฏิภาโค, สทิสตาภชนํ สทิสตาปตฺตีติ อตฺโถ. เอวํวิโธ วณฺณปฺปฏิภาโค เอตสฺสาติ เอวํวณฺณปฺปฏิภาคํ.

สนฺตติสีสานีติ สนฺตติมูลานิ, สนฺตติโกฏฺฐาสา วา. อเนกินฺทฺริยสมาหารภาวโต หิ ปธานงฺคํ ‘‘สีส’’นฺติ วุจฺจติ, เอวํ วตฺถุทสกาทิโกฏฺฐาสา อเนกรูปสมุทายภูตา ‘‘สีสานี’’ติ วุตฺตานีติ.

ปญฺจกฺขนฺธา ปริปุณฺณา โหนฺตีติ คณนาปาริปูรึ สนฺธาย วุตฺตํ, น ตสฺส ตสฺส ขนฺธสฺส ปริปุณฺณตํ. กมฺมสมุฏฺฐานปเวณิยา วุตฺตตฺตา ‘‘อุตุจิตฺตาหารชปเวณี จ เอตฺตกํ กาลํ อติกฺกมิตฺวา โหตี’’ติอาทินา วตฺตพฺพา สิยา, ตํ ปน ‘‘ปุพฺพาปรโต’’ติ เอตฺถ วกฺขตีติ อกเถตฺวา กมฺมชปเวณี จ น สพฺพา วุตฺตาติ อวุตฺตํ ทสฺเสตุํ โอปปาติกสมุคฺคโม นาม ทสฺสิโต. เอวํ…เป… ปญฺจกฺขนฺธา ปริปุณฺณา โหนฺตีติ ปริปุณฺณายตนานํ วเสน นโย ทสฺสิโต, อปริปุณฺณายตนานํ ปน กามาวจรานํ รูปาวจรานํ ปริหีนายตนสฺส วเสน สนฺตติสีสหานิ เวทิตพฺพา.

ปุพฺพาปรโตติ อยํ วิจารณา น ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุปฺปตฺติยํ, อถ โข เตสํ รูปสมุฏฺฐาปเนติ ทฏฺฐพฺพา. ตํ ทสฺเสนฺโต อาห ‘‘เอวํ ปนา’’ติอาทิ. อปจฺฉาอปุเร อุปฺปนฺเนสูติ เอเตน สํสยการณํ ทสฺเสติ. สหุปฺปนฺเนสุ หิ อิทเมว ปฐมํ รูปํ สมุฏฺฐาเปติ, อิทํ ปจฺฉาติ อทสฺสิตํ น สกฺกา วิญฺญาตุํ. เอตฺถ จ ‘‘ปุพฺพาปรโต’’ติ เอติสฺสา วิจารณาย วตฺถุภาเวน ปฏิสนฺธิยํ อุปฺปนฺนา ปวตฺตา ปญฺจกฺขนฺธา คหิตา. ตตฺถ จ นิทฺธารเณ ภุมฺมนิทฺเทโสติ ‘‘รูปํ ปฐมํ รูปํ สมุฏฺฐาเปตี’’ติ อาห. อญฺญถา ภาเวนภาวลกฺขณตฺเถ ภุมฺมนิทฺเทเส สติ รูปสฺส รูปสมุฏฺฐาปนกฺขเณ กมฺมสฺสปิ รูปสมุฏฺฐานํ วทนฺตีติ อุภยนฺติ วตฺตพฺพํ สิยาติ. รูปารูปสนฺตติญฺจ คเหตฺวา อยํ วิจารณา ปวตฺตาติ ‘‘รูปํ ปฐมํ รูปํ สมุฏฺฐาเปตี’’ติ วุตฺตํ. อญฺญถา ปฏิสนฺธิกฺขเณ เอว วิชฺชมาเน คเหตฺวา วิจารณาย กริยมานาย อรูปสฺส รูปสมุฏฺฐาปนเมว นตฺถีติ ปุพฺพาปรสมุฏฺฐาปนวิจารณาว อิธ น อุปปชฺชตีติ วตฺตพฺพํ สิยาติ. วตฺถุ อุปฺปาทกฺขเณ ทุพฺพลํ โหตีติ สพฺพรูปานํ อุปฺปาทกฺขเณ ทุพฺพลตํ สนฺธาย วุตฺตํ. ตทา หิ ตํ ปจฺฉาชาตปจฺจยรหิตํ อาหาราทีหิ จ อนุปตฺถทฺธนฺติ ‘‘ทุพฺพล’’นฺติ วุตฺตํ. กมฺมเวคกฺขิตฺตตฺตาติ อิทํ สติปิ ภวงฺคสฺส กมฺมชภาเว สายํ วิปากสนฺตติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปุริมภวงฺคสมุฏฺฐาปกโต อญฺเญน กมฺมุนา ขิตฺตา วิย อปฺปติฏฺฐิตา, ตโต ปรญฺจ สมานสนฺตติยํ อนนฺตรปจฺจยํ ปุเรชาตปจฺจยญฺจ ลภิตฺวา ปติฏฺฐิตาติ อิมมตฺถํ สนฺธาย วุตฺตํ.

ปเวณี ฆฏิยตีติ จกฺขาทิวตฺถุสนฺตติ เอกสฺมึ วิชฺชมาเน เอว อญฺญสฺส นิโรธุปฺปตฺติวเสน ฆฏิยติ, น จุติปฏิสนฺธินิสฺสยวตฺถูนํ วิย วิจฺเฉทปฺปวตฺตีติ อตฺโถ. องฺคโตติ ฌานงฺคโต. ฌานงฺคานิ หิ จิตฺเตน สห รูปสมุฏฺฐาปกานิ, เตสํ อนุพลทายกานิ มคฺคงฺคาทีนิ เตสุ วิชฺชมาเนสุ วิเสสรูปปฺปวตฺติทสฺสนโต. อถ วา ยานิ จิตฺตงฺคานิ เจตนาทีนิ จิตฺตสฺส รูปสมุฏฺฐาปเน องฺคภาวํ สหายภาวํ คจฺฉนฺติ, เตสํ พลทายเกหิ ฌานงฺคาทีหิ อปริหีนนฺติ อตฺโถ. ตโต ปริหีนตฺตา หิ จกฺขุวิญฺญาณาทีนิ รูปํ น สมุฏฺฐาเปนฺตีติ. โย ปน วเทยฺย ‘‘ปฏิสนฺธิจิตฺเตน สหชาตวตฺถุ ตสฺส ฐิติกฺขเณ จ ภงฺคกฺขเณ จ ปุเรชาตนฺติ กตฺวา ปจฺจยเวกลฺลาภาวโต ตสฺมึ ขณทฺวเย รูปํ สมุฏฺฐาเปตู’’ติ, ตํ นิวาเรนฺโต อาห ‘‘ยทิ หิ จิตฺต’’นฺติอาทิ. ตตฺถ ฐิติภงฺคกฺขเณสุปิ เตสํ ธมฺมานํ วตฺถุ ปุเรชาตํ น โหตีติ น วตฺตพฺพเมเวตนฺติ อนุชานิ, ตตฺถาปิ โทสํ ทสฺเสติ. ยทิ ตทา รูปํ สมุฏฺฐาเปยฺย, ตว มเตน ปฏิสนฺธิจิตฺตมฺปิ สมุฏฺฐาเปยฺย, ตทา ปน รูปุปฺปาทนเมว นตฺถิ. ยทา จ รูปุปฺปาทนํ, ตทา อุปฺปาทกฺขเณ ตว มเตนปิ ปจฺจยเวกลฺลเมว ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปุเรชาตนิสฺสยาภาวโต, ตสฺมา ปฏิสนฺธิจิตฺตํ รูปํ น สมุฏฺฐาเปตีติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย. อุปฺปาทกฺขเณ อฏฺฐ รูปานิ คเหตฺวา อุฏฺฐหติ. กสฺมา? อรูปธมฺมานํ อนนฺตราทิปจฺจยวเสน สเวคานํ ปริปุณฺณพลานเมว อุปฺปตฺติโต.

อวิสยตายาติ อคตปุพฺพสฺส คามสฺส อาคนฺตุกสฺส อวิสยภาวโต. อปฺปหุตตายาติ ตตฺถ ตสฺส อนิสฺสรภาวโต. จิตฺตสมุฏฺฐาน…เป… ฐิตานีติ อิทํ เยหากาเรหิ จิตฺตสมุฏฺฐานรูปานํ จิตฺตเจตสิกา ปจฺจยา โหนฺติ, เตหิ สพฺเพหิ ปฏิสนฺธิยํ จิตฺตเจตสิกา สมตึสกมฺมชรูปานํ ยถาสมฺภวํ ปจฺจยา โหนฺตีติ กตฺวา วุตฺตํ.

วฏฺฏมูลนฺติ ตณฺหา อวิชฺชา วุจฺจติ. จุติจิตฺเตน อุปฺปชฺชมานํ รูปํ ตโต ปุริมตเรหิ อุปฺปชฺชมานํ วิย น ภวนฺตเร อุปฺปชฺชตีติ วฏฺฏมูลสฺส วูปสนฺตตฺตา อนุปฺปตฺติ วิจาเรตพฺพา.

รูปสฺส นตฺถิตายาติ รูปานํ นิสฺสรณตฺตา อรูปสฺส, วิราควเสน ปหีนตฺตา อุปฺปาเทตพฺพสฺส อภาวํ สนฺธาย วุตฺตํ. รูโปกาเส วา รูปํ อตฺถีติ กตฺวา รูปปจฺจยานํ รูปุปฺปาทนํ โหติ, อรูปํ ปน รูปสฺส โอกาโส น โหตีติ ยสฺมึ รูเป สติ จิตฺตํ อญฺญํ รูปํ อุปฺปาเทยฺย, ตเทว ตตฺถ นตฺถีติ อตฺโถ. ปุริมรูปสฺสปิ หิ ปจฺจยภาโว อตฺถิ ปุตฺตสฺส ปิติสทิสตาทสฺสนโตติ.

อุตุ ปน ปฐมํ รูปํ สมุฏฺฐาเปติ ปฏิสนฺธิจิตฺตสฺส ฐิติกฺขเณ สมุฏฺฐาปนโตติ อธิปฺปาโย. อุตุ นาม เจส ทนฺธนิโรโธติอาทิ อุตุสฺส ฐานกฺขเณ อุปฺปาทเน การณทสฺสนตฺถํ อรูปานํ อุปฺปาทกาลทสฺสนตฺถญฺจ วุตฺตํ. ทนฺธนิโรธตฺตา หิ โส ฐิติกฺขเณ พลวาติ ตทา รูปํ สมุฏฺฐาเปติ, ตสฺมึ ธรนฺเต เอว ขิปฺปนิโรธตฺตา โสฬสสุ จิตฺเตสุ อุปฺปนฺเนสุ ปฏิสนฺธิอนนฺตรํ จิตฺตํ อุตุนา สมุฏฺฐิเต รูเป ปุน สมุฏฺฐาเปตีติ อธิปฺปาโย. ตสฺมึ ธรนฺเต เอว โสฬส จิตฺตานิ อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺตีติ เอเตน ปน วจเนน ยทิ อุปฺปาทนิโรธกฺขณา ธรมานกฺขเณ เอว คหิตา, ‘‘โสฬสจิตฺตกฺขณายุกํ รูป’’นฺติ วุตฺตํ โหติ, อถุปฺปาทกฺขณํ อคฺคเหตฺวา นิโรธกฺขโณว คหิโต, ‘‘สตฺตรสจิตฺตกฺขณายุก’’นฺติ, สเจ นิโรธกฺขณํ อคฺคเหตฺวา อุปฺปาทกฺขโณ คหิโต, ‘‘อธิกโสฬสจิตฺตกฺขณายุก’’นฺติ, ยทิ ปน อุปฺปาทนิโรธกฺขณา ธรมานกฺขเณ น คหิตา, ‘‘อธิกสตฺตรสจิตฺตกฺขณายุก’’นฺติ. ยสฺมา ปน ‘‘เตสุ ปฏิสนฺธิอนนฺตร’’นฺติ ปฏิสนฺธิปิ ตสฺส ธรมานกฺขเณ อุปฺปนฺเนสุ คหิตา, ตสฺมา อุปฺปาทกฺขโณ ธรมานกฺขเณ คหิโตติ นิโรธกฺขเณ อคฺคหิเต อธิกโสฬสจิตฺตกฺขณายุกตา วกฺขมานา, คหิเต วา โสฬสจิตฺตกฺขณายุกตา อธิปฺเปตาติ เวทิตพฺพา.

โอชา ขราติ สวตฺถุกํ โอชํ สนฺธายาห. สภาวโต สุขุมาย หิ โอชาย วตฺถุวเสน อตฺถิ โอฬาริกสุขุมตาติ.

จิตฺตญฺเจวาติ จิตฺตสฺส ปุพฺพงฺคมตาย วุตฺตํ, ตํสมฺปยุตฺตกาปิ ปน รูปสมุฏฺฐาปกา โหนฺตีติ. ยถาห ‘‘เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ ตํสมุฏฺฐานานญฺจ รูปานํ เหตุปจฺจเยน ปจฺจโย’’ติอาทิ (ปฏฺฐา. ๑.๑.๑). จิตฺตนฺติ วา จิตฺตุปฺปาทํ คณฺหาติ, น กมฺมเจตนํ วิย เอกธมฺมเมว อวิชฺชมานํ. กมฺมสมุฏฺฐานญฺจ ตํสมฺปยุตฺเตหิปิ สมุฏฺฐิตํ โหตูติ เจ? น, เตหิ สมุฏฺฐิตภาวสฺส อวุตฺตตฺตา, อวจนญฺจ เตสํ เกนจิ ปจฺจเยน ปจฺจยภาวาภาวโต.

อทฺธานปริจฺเฉทโตติ กาลปริจฺเฉทโต. ตตฺถ ‘‘สตฺตรส จิตฺตกฺขณา รูปสฺส อทฺธา, รูปสฺส สตฺตรสโม ภาโค อรูปสฺสา’’ติ เอโส อทฺธานปริจฺเฉโท อธิปฺเปโต. ปฏิสนฺธิกฺขเณติ อิทํ นยทสฺสนมตฺตํ ทฏฺฐพฺพํ ตโต ปรมฺปิ รูปารูปานํ สหุปฺปตฺติสพฺภาวโต, น ปเนตํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อสหุปฺปตฺติอภาวํ สนฺธาย วุตฺตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ, ปฏิสนฺธิจิตฺตสฺส ฐิติภงฺคกฺขเณสุปิ รูปุปฺปตฺตึ สยเมว วกฺขตีติ. ผลปฺปตฺตนิทสฺสเนน จ รูปารูปานํ อสมานกาลตํ นิทสฺเสติ, น สหุปฺปาทํ ตทตฺถํ อนารทฺธตฺตา. สหุปฺปาเทน ปน อสมานกาลตา สุขทีปนา โหตีติ ตํทีปนตฺถเมว สหุปฺปาทคฺคหณํ.

ยทิ เอวํ รูปารูปานํ อสมานทฺธตฺตา อรูปํ โอหาย รูปสฺส ปวตฺติ อาปชฺชตีติ เอตสฺสา นิวารณตฺถมาห ‘‘ตตฺถ กิญฺจาปี’’ติอาทิ. เอกปฺปมาณาวาติ นิรนฺตรํ ปวตฺตมาเนสุ รูปารูปธมฺเมสุ นิจฺฉิทฺเทสุ อรูปรหิตํ รูปํ, รูปรหิตํ วา อรูปํ นตฺถีติ กตฺวา วุตฺตํ. อยญฺจ กถา ปญฺจโวกาเร กมฺมชรูปปฺปวตฺตึ นิพฺพานปฏิภาคนิโรธสมาปตฺติรหิตํ สนฺธาย กตาติ ทฏฺฐพฺพา. ปเท ปทนฺติ อตฺตโน ปเท เอว ปทํ นิกฺขิปนฺโต วิย ลหุํ ลหุํ อกฺกมิตฺวาติ อตฺโถ. อโนหายาติ ยาว จุติ, ตาว อวิชหิตฺวา, จุติกฺขเณ ปน สเหว นิรุชฺฌนฺตีติ. ยสฺมิญฺจทฺธาเน อญฺญมญฺญํ อโนหาย ปวตฺติ, โส จ ปฏิสนฺธิจุติปริจฺฉินฺโน อุกฺกํสโต เอเตสํ อทฺธาติ. เอวนฺติ เอเตน ปุพฺเพ วุตฺตํ อวกํสโต อทฺธาปการํ อิมญฺจ สงฺคณฺหาตีติ ทฏฺฐพฺพํ.

เอกุปฺปาทนานานิโรธโตติ เอตํ ทฺวยมปิ สห คเหตฺวา รูปารูปานํ ‘‘เอกุปฺปาทนานานิโรธโต’’ติ เอโก ทฏฺฐพฺพากาโร วุตฺโตติ ทฏฺฐพฺโพ. เอวํ อิโต ปเรสุปิ. ปจฺฉิมกมฺมชํ ฐเปตฺวาติ ตสฺส จุติจิตฺเตน สห นิรุชฺฌนโต นานานิโรโธ นตฺถีติ กตฺวา วุตฺตนฺติ วทนฺติ. ตสฺส ปน เอกุปฺปาโทปิ นตฺถิ เหฏฺฐา โสฬสเก ปจฺฉิมสฺส ภงฺคกฺขเณ อุปฺปตฺติวจนโต. ยทิ ปน ยสฺส เอกุปฺปาทนานานิโรธา เทฺวปิ น สนฺติ, ตํ ฐเปตพฺพํ. สพฺพมฺปิ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนํ ฐเปตพฺพํ สิยา, ปจฺฉิมกมฺมชสฺส ปน อุปฺปตฺติโต ปรโต จิตฺเตสุ ปวตฺตมาเนสุ กมฺมชรูปสฺส อนุปฺปตฺติโต วชฺเชตพฺพํ คเหตพฺพญฺจ ตทา นตฺถีติ ‘‘ปจฺฉิมกมฺมชํ ฐเปตฺวา’’ติ วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ. ตโต ปุพฺเพ ปน อฏฺฐจตฺตาลีสกมฺมชรูปปเวณี อตฺถีติ ตตฺถ ยํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อุปฺปนฺนํ, ตํ อญฺญสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิรุชฺฌตีติ ‘‘เอกุปฺปาทนานานิโรธ’’นฺติ คเหตฺวา ฐิติภงฺคกฺขเณสุ อุปฺปนฺนรูปานิ วชฺเชตฺวา เอวํ เอกุปฺปาทนานานิโรธโต เวทิตพฺพาติ โยชนา กตาติ ทฏฺฐพฺพา. ตญฺหิ รูปํ อรูเปน, อรูปญฺจ เตน เอกุปฺปาทนานานิโรธนฺติ. ตตฺถ สงฺขลิกสฺส วิย สมฺพนฺโธ ปเวณีติ กตฺวา อฏฺฐจตฺตาลีสกมฺมชิยวจนํ กตํ, อญฺญถา เอกูนปญฺญาสกมฺมชิยวจนํ กตฺตพฺพํ สิยา.

นานุปฺปาท…เป… ปจฺฉิมกมฺมเชน ทีเปตพฺพาติ เตน สุทีปนตฺตา วุตฺตํ. เอเตน หิ นเยน สกฺกา ตโต ปุพฺเพปิ เอกสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนรูปํ อญฺญสฺสปิ ภงฺคกฺขเณ เอว นิรุชฺฌตีติ ตํ อรูเปน, อรูปญฺจ เตน นานุปฺปาทํ เอกนิโรธนฺติ วิญฺญาตุนฺติ. อุภยตฺถาปิ ปน อญฺญสฺส จิตฺตสฺส ฐิติกฺขเณ อุปฺปนฺนํ รูปํ อญฺญสฺส ฐิติกฺขเณ, ตสฺส ฐิติกฺขเณ อุปฺปชฺชิตฺวา ฐิติกฺขเณ เอว นิรุชฺฌนกํ อรูปญฺจ น สงฺคหิตํ, ตํ ‘‘นานุปฺปาทโต นานานิโรธโต’’ติ เอตฺเถว สงฺคหํ คจฺฉตีติ เวทิตพฺพํ. จตุสนฺตติกรูเปน หิ นานุปฺปาทนานานิโรธตาทีปนา เอตฺถ ฐิติกฺขเณ อุปฺปนฺนสฺส ทสฺสิตตฺตา อทสฺสิตสฺส วเสน นยทสฺสนํ โหตีติ. สมตึสกมฺมชรูเปสุ เอว ฐิตสฺสปิ คพฺเภ คตสฺส มรณํ อตฺถีติ เตสํ เอว วเสน ปจฺฉิมกมฺปิ โยชิตํ. อมรา นาม ภเวยฺยุํ, กสฺมา? ยถา ฉนฺนํ วตฺถูนํ ปวตฺติ, เอวํ ตทุปฺปาทกกมฺเมเนว ภวงฺคาทีนญฺจ ตพฺพตฺถุกานํ ปวตฺติยา ภวิตพฺพนฺติ. น หิ ตํ การณํ อตฺถิ, เยน ตํ กมฺมเชสุ เอกจฺจํ ปวตฺเตยฺย, เอกจฺจํ น ปวตฺเตยฺยาติ. ตสฺมา อายุอุสฺมาวิญฺญาณาทีนํ ชีวิตสงฺขารานํ อนูนตฺตา วุตฺตํ ‘‘อมรา นาม ภเวยฺยุ’’นฺติ.

‘‘อุปฺปาทกฺขเณ อุปฺปนฺนํ อญฺญสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิรุชฺฌติ, ฐิติกฺขเณ อุปฺปนฺนํ อญฺญสฺส ฐิติกฺขเณ, ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนํ อญฺญสฺส ภงฺคกฺขเณ นิรุชฺฌตี’’ติ อิทํ อฏฺฐกถายํ อาคตตฺตา วุตฺตนฺติ อธิปฺปาโย. อตฺตโน ปนาธิปฺปายํ อุปฺปาทกฺขเณ อุปฺปนฺนํ นิโรธกฺขเณ, ฐิติกฺขเณ อุปฺปนฺนญฺจ อุปฺปาทกฺขเณ, ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนํ ฐิติกฺขเณ นิรุชฺฌตีติ ทีเปติเยว. เอวญฺจ กตฺวา อทฺธานปริจฺเฉเท ‘‘ตํ ปน สตฺตรสเมน จิตฺเตน สทฺธึ นิรุชฺฌตี’’ติ (วิภ. อฏฺฐ. ๒๖ ปกิณฺณกกถา) วุตฺตํ. อิมาย ปาฬิยา วิรุชฺฌติ, กสฺมา? จตุสมุฏฺฐานิกรูปสฺสปิ สมานายุกตาย ภวิตพฺพตฺตาติ อธิปฺปาโย. ยถา ปน เอเตหิ โยชิตํ, ตถา รูปสฺส เอกุปฺปาทนานานิโรธตา นานุปฺปาเทกนิโรธตา จ นตฺถิเยว.

ยา ปน เอเตหิ รูปสฺส สตฺตรสจิตฺตกฺขณายุกตา วุตฺตา, ยา จ อฏฺฐกถายํ ตติยภาคาธิกโสฬสจิตฺตกฺขณายุกตา, สา ปฏิจฺจสมุปฺปาทวิภงฺคฏฺฐกถายํ (วิภ. อฏฺฐ. ๒๒๗) อตีตารมฺมณาย จุติยา อนนฺตรา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณํ ปฏิสนฺธึ ทสฺเสตุํ ‘‘เอตฺตาวตา เอกาทส จิตฺตกฺขณา อตีตา โหนฺติ, ตถา ปญฺจทส จิตฺตกฺขณา อตีตา โหนฺติ, อถาวเสสปญฺจจิตฺตเอกจิตฺตกฺขณายุเก ตสฺมึ เยวารมฺมเณ ปฏิสนฺธิจิตฺตํ อุปฺปชฺชตี’’ติ ทสฺสิเตน โสฬสจิตฺตกฺขณายุกภาเวน วิรุชฺฌติ. น หิ สกฺกา ‘‘ฐิติกฺขเณ เอว รูปํ อาปาถมาคจฺฉตี’’ติ วตฺตุํ. ตถา หิ สติ น รูปสฺส เอกาทส วา ปญฺจทเสว วา จิตฺตกฺขณา อตีตา, อถ โข อติเรกเอกาทสปญฺจทสจิตฺตกฺขณา. ตสฺมา ยทิปิ ปญฺจทฺวาเร ฐิติปฺปตฺตเมว รูปํ ปสาทํ ฆฏฺเฏตีติ ยุชฺเชยฺย, มโนทฺวาเร ปน อุปฺปาทกฺขเณปิ อาปาถมาคจฺฉตีติ อิจฺฉิตพฺพเมตํ. น หิ มโนทฺวาเร อตีตาทีสุ กิญฺจิ อาปาถํ นาคจฺฉตีติ. มโนทฺวาเร จ เอวํ วุตฺตํ ‘‘เอกาทส จิตฺตกฺขณา อตีตา, อถาวเสสปญฺจจิตฺตกฺขณายุเก’’ติ (วิภ. อฏฺฐ. ๒๒๗).

โย เจตฺถ จิตฺตสฺส ฐิติกฺขโณ วุตฺโต, โส จ อตฺถิ นตฺถีติ วิจาเรตพฺโพ. จิตฺตยมเก (ยม. ๒.จิตฺตยมก.๑๐๒) หิ ‘‘อุปฺปนฺนํ อุปฺปชฺชมานนฺติ? ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนํ, โน จ อุปฺปชฺชมาน’’นฺติ เอตฺตกเมว วุตฺตํ, น วุตฺตํ ‘‘ฐิติกฺขเณ ภงฺคกฺขเณ จา’’ติ. ตถา ‘‘นุปฺปชฺชมานํ นุปฺปนฺนนฺติ? ภงฺคกฺขเณ นุปฺปชฺชมานํ, โน จ นุปฺปนฺน’’นฺติ เอตฺตกเมว วุตฺตํ, น วุตฺตํ ‘‘ฐิติกฺขเณ ภงฺคกฺขเณ จา’’ติ. เอวํ ‘‘น นิรุทฺธํ น นิรุชฺฌมานํ, น นิรุชฺฌมานํ น นิรุทฺธ’’นฺติ เอเตสํ ปริปุณฺณวิสฺสชฺชเน ‘‘อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจา’’ติ วตฺวา ‘‘ฐิติกฺขเณ’’ติ อวจนํ, อติกฺกนฺตกาลวาเร จ ‘‘ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปาทกฺขณํ วีติกฺกนฺต’’นฺติ วตฺวา ‘‘ฐิติกฺขเณ’’ติ อวจนํ ฐิติกฺขณาภาวํ จิตฺตสฺส ทีเปติ. สุตฺเตสุปิ หิ ‘‘ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตี’’ติ ตสฺเสว (สํ. นิ. ๓.๓๘; อ. นิ. ๓.๔๗) เอกสฺส อญฺญถตฺตาภาวโต ‘‘ยสฺสา อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ, สา สนฺตติฐิตี’’ติ น น สกฺกา วตฺตุนฺติ, วิชฺชมานํ วา ขณทฺวยสมงฺคึ ฐิตนฺติ.

โย เจตฺถ จิตฺตนิโรธกฺขเณ รูปุปฺปาโท วุตฺโต, โส จ วิจาเรตพฺโพ ‘‘ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ, ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ? โนติ วุตฺต’’นฺติ (ยม. ๑.สจฺจยมก.๑๓๖). โย จ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปนิโรโธ วุตฺโต, โส จ วิจาเรตพฺโพ ‘‘ยสฺส กุสลา ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ, ตสฺส อพฺยากตา ธมฺมา นิรุชฺฌนฺตีติ? โนติอาทิ (ยม. ๓.ธมฺมยมก.๑๖๓) วุตฺต’’นฺติ. น จ จิตฺตสมุฏฺฐานรูปเมว สนฺธาย ปฏิกฺเขโป กโตติ สกฺกา วตฺตุํ จิตฺตสมุฏฺฐานรูปาธิการสฺส อภาวา, อพฺยากตสทฺทสฺส จ จิตฺตสมุฏฺฐานรูเปเสฺวว อปฺปวตฺติโต. ยทิ สงฺขารยมเก กายสงฺขารสฺส จิตฺตสงฺขาเรน สหุปฺปาเทกนิโรธวจนโต อพฺยากต-สทฺเทน จิตฺตสมุฏฺฐานเมเวตฺถ คหิตนฺติ การณํ วเทยฺย, ตมฺปิ อการณํ. น หิ เตน วจเนน อญฺญรูปานํ จิตฺเตน สหุปฺปาทสหนิโรธปฏิกฺเขโป กโต, นาปิ นานุปฺปาทนานานิโรธานุชานนํ, เนว จิตฺตสมุฏฺฐานโต อญฺญสฺส อพฺยากตภาวนิวารณญฺจ กตํ, ตสฺมา ตถา อปฺปฏิกฺขิตฺตานานุญฺญาตานิวาริตาพฺยากตภาวานํ สหุปฺปาทสหนิโรธาทิกานํ กมฺมชาทีนํ เอเตน จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรโธ ปฏิกฺขิตฺโตติ น สกฺกา กมฺมชาทีนํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธํ วตฺตุํ. ยมกปาฬิอนุสฺสรเณ จ สติ อุปฺปาทานนฺตรํ จิตฺตสฺส ภิชฺชมานตาติ ตสฺมึ ขเณ จิตฺตํ น จ รูปํ สมุฏฺฐาเปติ วินสฺสมานตฺตา, นาปิ จ อญฺญสฺส รูปสมุฏฺฐาปกสฺส สหายภาวํ คจฺฉตีติ ปฏิสนฺธิจิตฺเตน สหุปฺปนฺโน อุตุ ตทนนฺตรสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปํ สมุฏฺฐาเปยฺย. เอวญฺจ สติ รูปารูปานํ อาทิมฺหิ สห รูปสมุฏฺฐาปนโต ปุพฺพาปรโตติ อิทมฺปิ นตฺถิ, อติลหุปริวตฺตญฺจ จิตฺตนฺติ เยน สหุปฺปชฺชติ, ตํ จิตฺตกฺขเณ รูปํ อุปฺปชฺชมานเมวาติ สกฺกา วตฺตุํ. เตเนว หิ ตํ ปฏิสนฺธิโต อุทฺธํ อจิตฺตสมุฏฺฐานานํ อตฺตนา สห อุปฺปชฺชมานานํ น เกนจิ ปจฺจเยน ปจฺจโย โหติ, ตทนนฺตรญฺจ ตํ ฐิติปฺปตฺตนฺติ ตทนนฺตรํ จิตฺตํ ตสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจโย โหติ, น สหชาตปจฺจโยติ. ยทิ เอวํ ‘‘ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ, ตสฺส วจีสงฺขาโร นิรุชฺฌตีติ? โน’’ติ (ยม. ๒.สงฺขารยมก.๑๒๘), วตฺตพฺพนฺติ เจ? น, จิตฺตนิโรธกฺขเณ รูปุปฺปาทารมฺภาภาวโตติ. นิปฺปริยาเยน หิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เอว รูปํ อุปฺปชฺชมานํ โหติ, จิตฺตกฺขเณ ปน อวีติวตฺเต ตํ อตฺตโน รูปสมุฏฺฐาปนปุเรชาตปจฺจยกิจฺจํ น กโรติ, อรูปญฺจ ตสฺส ปจฺฉาชาตปจฺจโย น โหตีติ ฐิติปฺปตฺติวิเสสาลาภํ สนฺธาย ปริยาเยน อิทํ วุตฺตนฺติ.

ตโต ปรํ ปนาติ เอตสฺส ‘‘เอตฺถ ปน ยเทต’’นฺติอาทิกายปิ สงฺคหกถาย นิฏฺฐิตาย ปุริมกถาย สนฺนิฏฺฐานโต ‘‘ตโต ปฏฺฐาย กมฺมชรูปปเวณี น ปวตฺตตี’’ติ เอเตน สห สมฺพนฺโธติ จุติโต ปรนฺติ อตฺโถ.

รูปํ ปน รูเปน สหาติอาทินา ยถา อฏฺฐกถายํ วุตฺตํ, ตถา เอกุปฺปาเทกนิโรธตา รูปานํ อรูเปหิ, อรูปานํ รูเปหิ จ นตฺถีติ กตฺวา รูปานํ รูเปเหว, อรูปานญฺจ อรูเปหิ โยชิตา.

สรีรสฺส รูปํ อวยวภูตนฺติ อตฺโถ, ฆนภูโต ปุญฺชภาโว ฆนปุญฺชภาโว, น ติลมุคฺคาทิปุญฺชา วิย สิถิลสมฺพนฺธนานํ ปุญฺโชติ อตฺโถ. เอกุปฺปาทาทิตาติ ยถาวุตฺเต ตโย ปกาเร อาห.

เหฏฺฐาติ รูปกณฺฑวณฺณนายํ. ปรินิปฺผนฺนาว โหนฺตีติ วิการรูปาทีนญฺจ รูปกณฺฑวณฺณนายํ ปรินิปฺผนฺนตาปริยาโย วุตฺโตติ กตฺวา วุตฺตํ. ปรินิปฺผนฺนนิปฺผนฺนานํ โก วิเสโสติ? ปุพฺพนฺตาปรนฺตปริจฺฉินฺโน ปจฺจเยหิ นิปฺผาทิโต ติลกฺขณาหโต สภาวธมฺโม ปรินิปฺผนฺโน, นิปฺผนฺโน ปน อสภาวธมฺโมปิ โหติ นามคฺคหณสมาปชฺชนาทิวเสน นิปฺผาทิยมาโนติ. นิโรธสมาปตฺติ ปนาติ เอเตน สพฺพมฺปิ อุปาทาปญฺญตฺตึ ตเทกเทเสน ทสฺเสตีติ เวทิตพฺพํ.

ปกิณฺณกกถาวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

กมาทิวินิจฺฉยกถาวณฺณนา

ทสฺสเนน ปหาตพฺพาติอาทินา ปฐมํ ปหาตพฺพา ปฐมํ วุตฺตา, ทุติยํ ปหาตพฺพา ทุติยนฺติ อยํ ปหานกฺกโม. อนุปุพฺพปณีตา ภูมิโย อนุปุพฺเพน ววตฺถิตาติ ตาสํ วเสน เทสนาย ภูมิกฺกโม. ‘‘จตฺตาโร สติปฏฺฐานา’’ติอาทิโก (สํ. นิ. ๕.๓๗๒, ๓๘๒, ๓๘๓; วิภ. ๓๕๕) เอกกฺขเณปิ สติปฏฺฐานาทิสมฺภวโต เทสนากฺกโมว. ทานกถาทโย อนุปุพฺพุกฺกํสโต กถิตา, อุปฺปตฺติอาทิววตฺถานาภาวโต ปน ทานาทีนํ อิธ เทสนากฺกมวจนํ. เทสนากฺกโมติ จ ยถาวุตฺตววตฺถานาภาวโต อเนเกสํ วจนานํ สห ปวตฺติยา อสมฺภวโต เยน เกนจิ ปุพฺพาปริเยน เทเสตพฺพตฺตา เตน เตนาธิปฺปาเยน เทสนามตฺตสฺเสว กโม วุจฺจติ. อเภเทน หีติ รูปาทีนํ เภทํ อกตฺวา ปิณฺฑคฺคหเณนาติ อตฺโถ. จกฺขุอาทีนมฺปิ วิสยภูตนฺติ เอกเทเสน รูปกฺขนฺธํ สมุทายภูตํ วทติ. เอวนฺติ เอตฺถ วุตฺตนเยนาติ อธิปฺปาโย. ‘‘ฉทฺวาราธิปติ ราชา’’ติ (ธ. ป. อฏฺฐ. ๒.เอรกปตฺตนาคราชวตฺถุ) ‘‘มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา’’ติ (ธ. ป. ๑-๒) จ วจนโต วิญฺญาณํ อธิปติ.

รูปกฺขนฺเธ ‘‘สาสวํ อุปาทานิย’’นฺติ วจนํ อนาสวานํ ธมฺมานํ สพฺภาวโต รูปกฺขนฺธสฺส ตํสภาวตานิวตฺตนตฺถํ, น อนาสวรูปนิวตฺตนตฺถนฺติ. อนาสวาว ขนฺเธสุ วุตฺตาติ เอตฺถ อฏฺฐานปฺปยุตฺโต เอว-สทฺโท ทฏฺฐพฺโพ, อนาสวา ขนฺเธเสฺวว วุตฺตาติ อตฺโถ.

สพฺพสงฺขตานํ สภาเคน เอกชฺฌํ สงฺคโห สพฺพสงฺขตสภาเคกสงฺคโห. สภาคสภาเคน หิ สงฺคยฺหมานา สพฺพสงฺขตา ผสฺสาทโย ปญฺจกฺขนฺธา โหนฺติ. ตตฺถ รุปฺปนาทิสามญฺเญน สมานโกฏฺฐาสา ‘‘สภาคา’’ติ เวทิตพฺพา. เตสุ สงฺขตาภิสงฺขรณกิจฺจํ อายูหนรสาย เจตนาย พลวนฺติ สา ‘‘สงฺขารกฺขนฺโธ’’ติ วุตฺตา, อญฺเญ จ รุปฺปนาทิวิเสสลกฺขณรหิตา ผสฺสาทโย สงฺขตาภิสงฺขรณสามญฺเญนาติ ทฏฺฐพฺพา. ผุสนาทโย ปน สภาวา วิสุํ ขนฺธ-สทฺทวจนียา น โหนฺตีติ ธมฺมสภาววิญฺญุนา ตถาคเตน ผสฺสขนฺธาทโย น วุตฺตาติ ทฏฺฐพฺพาติ. ‘‘เย เกจิ, ภิกฺขเว, สมณา วา พฺราหฺมณา วา สสฺสตวาทา สสฺสตํ โลกญฺจ ปญฺญเปนฺติ อตฺตานญฺจ, สพฺเพ เต อิเมเยว ปญฺจุปาทานกฺขนฺเธ นิสฺสาย ปฏิจฺจ, เอเตสํ วา อญฺญตร’’นฺติอาทีนญฺจ สุตฺตานํ วเสน อตฺตตฺตนิยคาหวตฺถุสฺส เอตปรมตา ทฏฺฐพฺพา, เอเตน จ วกฺขมานสุตฺตวเสน จ ขนฺเธ เอว นิสฺสาย ปริตฺตารมฺมณาทิวเสน น วตฺตพฺพา จ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ, ขนฺธนิพฺพานวชฺชสฺส สภาวธมฺมสฺส อภาวโตติ วุตฺตํ โหติ. อญฺเญสญฺจ ขนฺธ-สทฺทวจนียานํ สีลกฺขนฺธาทีนํ สพฺภาวโต น ปญฺเจวาติ เอตํ โจทนํ นิวตฺเตตุมาห ‘‘อญฺเญสญฺจ ตทวโรธโต’’ติ.

ทุกฺขทุกฺขวิปริณามทุกฺขสงฺขารทุกฺขตาวเสน เวทนาย อาพาธกตฺตํ ทฏฺฐพฺพํ. ราคาทิสมฺปยุตฺตสฺส วิปริณามาทิทุกฺขสฺส อิตฺถิปุริสาทิอาการคฺคาหิกา ตํตํสงฺกปฺปมูลภูตา สญฺญา สมุฏฺฐานํ. โรคสฺส ปิตฺตาทีนิ วิย อาสนฺนการณํ สมุฏฺฐานํ, อุตุโภชนเวสมาทีนิ วิย มูลการณํ นิทานํ. ‘‘จิตฺตสฺสงฺคภูตา เจตสิกา’’ติ จิตฺตํ คิลานูปมํ วุตฺตํ, สุขสญฺญาทิวเสน เวทนาการณาย เหตุภาวโต เวทนาโภชนสฺส ฉาทาปนโต จ สญฺญา อปราธูปมา พฺยญฺชนูปมา จ, ‘‘ปญฺจ วธกา ปจฺจตฺถิกาติ โข, ภิกฺขเว, ปญฺจนฺเนตํ อุปาทานกฺขนฺธานํ อธิวจน’’นฺติ อาสิวิสูปเม (สํ. นิ. ๔.๒๓๘) วธกาติ วุตฺตา, ‘‘ภาโรติ โข, ภิกฺขเว, ปญฺจนฺเนตํ อุปาทานกฺขนฺธานํ อธิวจน’’นฺติ ภารสุตฺเต (สํ. นิ. ๓.๒๒) ภาราติ, ‘‘อตีตํปาหํ อทฺธานํ รูเปน ขชฺชึ, เสยฺยถาปาหํ เอตรหิ ปจฺจุปฺปนฺเนน รูเปน ขชฺชามิ, อหญฺเจว โข ปน อนาคตํ รูปํ อภินนฺเทยฺยํ, อนาคเตนปาหํ รูเปน ขชฺเชยฺยํ. เสยฺยถาเปตรหิ ขชฺชามี’’ติอาทินา ขชฺชนียปริยาเยน (สํ. นิ. ๓.๗๙) ขาทกาติ, ‘‘โส อนิจฺจํ รูปํ ‘อนิจฺจํ รูป’นฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาตี’’ติอาทินา ยมกสุตฺเต (สํ. นิ. ๓.๘๕) อนิจฺจาทิกาติ. ยทิปิ อิมสฺมึ วิภงฺเค อวิเสเสน ขนฺธา วุตฺตา, พาหุลฺเลน ปน อุปาทานกฺขนฺธานํ ตทนฺโตคธานํ ทฏฺฐพฺพตา วุตฺตาติ เวทิตพฺพาติ.

เทสิตาทิจฺจพนฺธุนาติ เทสิตํ อาทิจฺจพนฺธุนา, เทสิตานิ วา. คาถาสุขตฺถํ อนุนาสิกโลโป, นิการโลโป วา กโต.

คเหตุํ น สกฺกาติ นิจฺจาทิวเสน คเหตุํ น ยุตฺตนฺติ อตฺโถ.

รูเปน สณฺฐาเนน ผลกสทิโส ทิสฺสมาโน ขรภาวาภาวา ผลกกิจฺจํ น กโรตีติ ‘‘น สกฺกา ตํ คเหตฺวา ผลกํ วา อาสนํ วา กาตุ’’นฺติ อาห. น ตถา ติฏฺฐตีติ นิจฺจาทิกา น โหตีติ อตฺโถ, ตณฺหาทิฏฺฐีหิ วา นิจฺจาทิคฺคหณวเสน อุปฺปาทาทิอนนฺตรํ ภิชฺชนโต คหิตาการา หุตฺวา น ติฏฺฐตีติ อตฺโถ. โกฏิสตสหสฺสสงฺขฺยาติ อิทํ น คณนปริจฺเฉททสฺสนํ, พหุภาวทสฺสนเมว ปเนตํ ทฏฺฐพฺพํ. อุทกชลฺลกนฺติ อุทกลสิกํ. ยถา อุทกตเล พินฺทุนิปาตชนิโต วาโต อุทกชลฺลกํ สงฺกฑฺฒิตฺวา ปุฏํ กตฺวา ปุปฺผุฬํ นาม กโรติ, เอวํ วตฺถุมฺหิ อารมฺมณาปาถคมนชนิโต ผสฺโส อนุปจฺฉินฺนํ กิเลสชลฺลํ สหการีปจฺจยนฺตรภาเวน สงฺกฑฺฒิตฺวา เวทนํ นาม กโรติ. อิทญฺจ กิเลเสหิ มูลการณภูเตหิ อารมฺมณสฺสาทนภูเตหิ จ นิพฺพตฺตํ วฏฺฏคตเวทนํ สนฺธาย วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ. อุกฺกฏฺฐปริจฺเฉเทน วา จตฺตาโร ปจฺจยา วุตฺตา, อูเนหิปิ ปน อุปฺปชฺชเตว.

นานาลกฺขโณติ วณฺณคนฺธรสผสฺสาทีหิ นานาสภาโว. มายาย ทสฺสิตํ รูปํ ‘‘มายา’’ติ อาห. ปญฺจปิ อุปาทานกฺขนฺธา อสุภาทิสภาวา เอว กิเลสาสุจิวตฺถุภาวาทิโตติ อสุภาทิโต ทฏฺฐพฺพา เอว. ตถาปิ กตฺถจิ โกจิ วิเสโส สุขคฺคหณีโย โหตีติ อาห ‘‘วิเสสโต จา’’ติอาทิ. ตตฺถ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตุวิปลฺลาสปฺปหานกราติ เตสํ โคจรภาเวน รูปกฺขนฺธาทีสุ อสุภาทิวเสน ทฏฺฐพฺพตา วุตฺตา.

ขนฺเธหิ น วิหญฺญติ ปริวิทิตสภาวตฺตา. วิปสฺสโกปิ หิ เตสํ วิปตฺติยํ น ทุกฺขมาปชฺชติ, ขีณาสเวสุ ปน วตฺตพฺพเมว นตฺถิ. เต หิ อายติมฺปิ ขนฺเธหิ น พาธียนฺตีติ. กพฬีการาหารํ ปริชานาตีติ ‘‘อาหารสมุทยา รูปสมุทโย’’ติ (สํ. นิ. ๓.๕๖-๕๗) วุตฺตตฺตา อชฺฌตฺติกรูเป ฉนฺทราคํ ปชหนฺโต ตสฺส สมุทยภูเต กพฬีการาหาเรปิ ฉนฺทราคํ ปชหตีติ อตฺโถ, อยํ ปหานปริญฺญา. อชฺฌตฺติกรูปํ ปน ปริคฺคณฺหนฺโต ตสฺส ปจฺจยภูตํ กพฬีการาหารมฺปิ ปริคฺคณฺหาตีติ ญาตปริญฺญา. ตสฺส จ อุทยวยานุปสฺสี โหตีติ ตีรณปริญฺญา จ โยเชตพฺพา. กามราคภูตํ อภิชฺฌํ สนฺธาย ‘‘อภิชฺฌากายคนฺถ’’นฺติ อาห. อสุภานุปสฺสนาย หิ กามราคปฺปหานํ โหตีติ. กามราคมุเขน วา สพฺพโลภปฺปหานํ วทติ. ‘‘ผสฺสปจฺจยา เวทนา’’ติ วุตฺตตฺตา อาหารปริชานเน วุตฺตนเยน ผสฺสปริชานนญฺจ โยเชตพฺพํ.

สุขตฺถเมว ภวปตฺถนา โหตีติ เวทนาย ตณฺหํ ปชหนฺโต ภโวฆํ อุตฺตรติ. สพฺพํ เวทนํ ทุกฺขโต ปสฺสนฺโต อตฺตโน ปเรน อปุพฺพํ ทุกฺขํ อุปฺปาทิตํ, สุขํ วา วินาสิตํ น ปสฺสติ, ตโต ‘‘อนตฺถํ เม อจรี’’ติอาทิอาฆาตวตฺถุปฺปหานโต พฺยาปาทกายคนฺถํ ภินฺทติ. ‘‘สุขพหุเล สุคติภเว สุทฺธี’’ติ คเหตฺวา โคสีลโควตาทีหิ สุทฺธึ ปรามสนฺโต สุขปตฺถนาวเสเนว ปรามสตีติ เวทนาย ตณฺหํ ปชหนฺโต สีลพฺพตุปาทานํ น อุปาทิยติ. มโนสญฺเจตนา สงฺขารกฺขนฺโธว, สญฺญา ปน ตํสมฺปยุตฺตาติ สญฺญาสงฺขาเร อนตฺตโต ปสฺสนฺโต มโนสญฺเจตนาย ฉนฺทราคํ ปชหติ เอว, ตญฺจ ปริคฺคณฺหาติ ตีเรติ จาติ ‘‘สญฺญํ สงฺขาเร…เป… ปริชานาตี’’ติ วุตฺตํ.

อวิชฺชาย วิญฺญาเณ ฆนคฺคหณํ โหตีติ ฆนวินิพฺโภคํ กตฺวา ตํ อนิจฺจโต ปสฺสนฺโต อวิชฺโชฆํ อุตฺตรติ. โมหพเลเนว สีลพฺพตปรามาสํ โหตีติ ตํ ปชหนฺโต สีลพฺพตปรามาสกายคนฺถํ ภินฺทติ.

‘‘ยญฺจ โข เอตํ, ภิกฺขเว, วุจฺจติ จิตฺตํ อิติปิ มโน อิติปิ วิญฺญาณํ อิติปิ, ตตฺราสฺสุตวา ปุถุชฺชโน นาลํ นิพฺพินฺทิตุํ, นาลํ วิรชฺชิตุํ, นาลํ วิมุจฺจิตุํ. ตํ กิสฺส เหตุ? ทีฆรตฺตํเหตํ, ภิกฺขเว, อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส อชฺโฌสิตํ มมายิตํ ปรามฏฺฐํ ‘เอตํ มม, เอโสหมสฺมิ, เอโส เม อตฺตา’’ติ (สํ. นิ. ๒.๖๑) –

วจนโต วิญฺญาณํ นิจฺจโต ปสฺสนฺโต ทิฏฺฐุปาทานํ อุปาทิยตีติ อนิจฺจโต ปสฺสนฺโต ตํ น อุปาทิยตีติ.

กมาทิวินิจฺฉยกถาวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

สุตฺตนฺตภาชนียวณฺณนา นิฏฺฐิตา.