มูลปญฺญตฺติวณฺณนา

๕๕. อิทานิ ‘‘เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺยา’’ติอาทีนํ อตฺถทสฺสนตฺถํ ‘‘เมถุนธมฺโม นามา’’ติอาทิมาห. ตตฺถ เมถุนธมฺโม นามาติ อิทํ นิทฺทิสิตพฺพสฺส เมถุนธมฺมสฺส อุทฺเทสปทํ. อสทฺธมฺโมติ อสตํ นีจชนานํ ธมฺโม. คามธมฺโมติ คามวาสีนํ เสวนธมฺโม. วสลธมฺโมติ วสลานํ ธมฺโม; กิเลสวสฺสนโต วา สยเมว วสโล ธมฺโมติ วสลธมฺโม. ทุฏฺฐุลฺลนฺติ ทุฏฺฐุญฺจ กิเลเสหิ ทุฏฺฐตฺตา, ถูลญฺจ อนิปุณภาวโตติ ทุฏฺฐุลฺลํ. อิโต ปฏฺฐาย จ ตีสุ ปเทสุ ‘‘โย โส’’ติ อิทํ ปริวตฺเตตฺวา ‘‘ยํ ต’’นฺติ กตฺวา โยเชตพฺพํ – ‘‘ยํ ตํ ทุฏฺฐุลฺลํ, ยํ ตํ โอทกนฺติกํ, ยํ ตํ รหสฺส’’นฺติ. เอตฺถ จ ยสฺมา ตสฺส กมฺมสฺส ปริวารภูตํ ทสฺสนมฺปิ คหณมฺปิ อามสนมฺปิ ผุสนมฺปิ ฆฏฺฏนมฺปิ ทุฏฺฐุลฺลํ, ตสฺมาปิ ตํ กมฺมํ ทุฏฺฐุลฺลํ. ยํ ตํ ทุฏฺฐุลฺลํ โส เมถุนธมฺโม. อุทกํ อสฺส อนฺเต สุทฺธตฺถํ อาทียตีติ อุทกนฺตํ, อุทกนฺตเมว โอทกนฺติกํ; ยํ ตํ โอทกนฺติกํ, โส เมถุนธมฺโม. รโห ปฏิจฺฉนฺเน โอกาเส กตฺตพฺพตาย รหสฺสํ. ยํ ตํ รหสฺสํ, โส เมถุนธมฺโมติ เอวํ โยชนา เวทิตพฺพา.

ทฺวเยน ทฺวเยน สมาปชฺชิตพฺพโต ทฺวยํทฺวยสมาปตฺติ. ตตฺถ โยชนา – ‘‘ยา สา ทฺวยํทฺวยสมาปตฺติ โส เมถุนธมฺโม นามา’’ติ. อิธ ปน ตํ สพฺพํ เอกชฺฌํ นิคเมนฺโต อาห ‘‘เอโส เมถุนธมฺโม นามา’’ติ. กึ การณา วุจฺจติ เมถุนธมฺโมติ? อุภินฺนํ รตฺตานํ สารตฺตานํ อวสฺสุตานํ ปริยุฏฺฐิตานํ อุภินฺนํ สทิสานํ ธมฺโมติ, ตํ การณา วุจฺจติ เมถุนธมฺโมติ.

ปฏิเสวติ นามาติ อิทํ ‘‘ปฏิเสเวยฺยา’’ติ เอตฺถ เยนากาเรน ปฏิเสเวยฺยาติ วุจฺจติ, ตสฺสาการสฺส ทสฺสนตฺถํ มาติกาปทํ. โย นิตฺเตน นิมิตฺตนฺติอาทีสุ โย ภิกฺขุ อิตฺถิยา นิมิตฺเตน อตฺตโน นิมิตฺตํ, อิตฺถิยา องฺคชาเตน อตฺตโน องฺคชาตํ สพฺพนฺติเมน ปมาเณน เอกติลพีชมตฺตมฺปิ วาเตน อสมฺผุฏฺเฐ อลฺโลกาเส ปเวเสติ, เอโส ปฏิเสวติ นาม; เอตฺตเกน สีลเภทํ ปาปุณาติ, ปาราชิโก โหติ.

เอตฺถ จ อิตฺถินิมิตฺเต จตฺตาริ ปสฺสานิ, เวมชฺฌญฺจาติ ปญฺจ ฐานานิ ลพฺภนฺติ. ปุริสนิมิตฺเต จตฺตาริ ปสฺสานิ, มชฺฌํ, อุปริจาติ ฉ. ตสฺมา อิตฺถินิมิตฺเต เหฏฺฐา ปเวเสนฺโตปิ ปาราชิโก โหติ. อุปริโต ปเวเสนฺโตปิ, อุโภหิ ปสฺเสหิ ปเวเสนฺโตปิ จตฺตาริ ฐานานิ มุญฺจิตฺวา มชฺเฌน ปเวเสนฺโตปิ ปาราชิโก โหติ. ปุริสนิมิตฺตํ ปน เหฏฺฐาภาเคน ฉุปนฺตํ ปเวเสนฺโตปิ ปาราชิโก โหติ. อุปริภาเคน ฉุปนฺตํ ปเวเสนฺโตปิ, อุโภหิ ปสฺเสหิ ฉุปนฺตํ ปเวเสนฺโตปิ, มชฺเฌเนว ฉุปนฺตํ ปเวเสนฺโตปิ สมญฺฉิตงฺคุลึ วิย มชฺฌิมปพฺพปิฏฺฐิยา สงฺโกเจตฺวา อุปริภาเคน ฉุปนฺตํ ปเวเสนฺโตปิ ปาราชิโก โหติ. ตตฺถ ตุลาทณฺฑสทิสํ ปเวเสนฺตสฺสาปิ จตฺตาริ ปสฺสานิ, มชฺฌญฺจาติ ปญฺจ ฐานานิ; สงฺโกเจตฺวา ปเวเสนฺตสฺสาปิ จตฺตาริ ปสฺสานิ, อุปริภาคมชฺฌญฺจาติ ปญฺจ ฐานานิ – เอวํ สพฺพานิปิ ปุริสนิมิตฺเต ทส ฐานานิ โหนฺติ.

นิมิตฺเต ชาตํ อนฏฺฐกายปฺปสาทํ จมฺมขีลํ วา ปิฬกํ วา ปเวเสติ, อาปตฺติ ปาราชิกสฺส. นฏฺฐกายปฺปสาทํ มตจมฺมํ วา สุกฺขปิฬกํ วา ปเวเสติ, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. เมถุนสฺสาเทน โลมํ วา องฺคุลิ-องฺคุฏฺฐพีชาทีนิ วา ปเวเสนฺตสฺสาปิ ทุกฺกฏเมว. อยญฺจ เมถุนกถา นาม ยสฺมา ทุฏฺฐุลฺลา กถา อสพฺภิกถา, ตสฺมา เอตํ วา อญฺญํ วา วินเย อีทิสํ ฐานํ กเถนฺเตน ปฏิกฺกูลมนสิการญฺจ สมณสญฺญญฺจ หิโรตฺตปฺปญฺจ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา สมฺมาสมฺพุทฺเธ คารวํ อุปฺปาเทตฺวา อสมการุณิกสฺส โลกนาถสฺส กรุณาคุณํ อาวชฺเชตฺวา กเถตพฺพํ. โส หิ นาม ภควา สพฺพโส กาเมหิ วินิวตฺตมานโสปิ สตฺตานุทฺทยาย โลกานุกมฺปาย สตฺเตสุ การุญฺญตํ ปฏิจฺจ สิกฺขาปทปญฺญาปนตฺถาย อีทิสํ กถํ กเถสิ. ‘‘อโห สตฺถุ กรุณาคุโณ’’ติ เอวํ โลกนาถสฺส กรุณาคุณํ อาวชฺเชตฺวา กเถตพฺพํ.

อปิจ ยทิ ภควา สพฺพากาเรน อีทิสํ กถํ น กเถยฺย, โก ชาเนยฺย ‘‘เอตฺตเกสุ

ฐาเนสุ ปาราชิกํ, เอตฺตเกสุ ถุลฺลจฺจยํ, เอตฺตเกสุ ทุกฺกฏ’’นฺติ. ตสฺมา สุณนฺเตนปิ กเถนฺเตนปิ พีชเกน มุขํ อปิธาย ทนฺตวิทํสกํ หสมาเนน น นิสีทิตพฺพํ. ‘‘สมฺมาสมฺพุทฺเธนาปิ อีทิสํ กถิต’’นฺติ ปจฺจเวกฺขิตฺวา คพฺภิเตน หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺเนน สตฺถุปฏิภาเคน หุตฺวา กเถตพฺพนฺติ.

มูลปญฺญตฺตํ นิฏฺฐิตํ.

อนุปญฺญตฺติวาเร – อนฺตมโสติ สพฺพนฺติเมน ปริจฺเฉเทน. ติรจฺฉานคตายปีติ ปฏิสนฺธิวเสน ติรจฺฉาเนสุ คตายปิ. ปเคว มนุสฺสิตฺถิยาติ ปฐมตรํ มนุสฺสชาติกาย อิตฺถิยา. ปาราชิกวตฺถุภูตา เอว เจตฺถ ติรจฺฉานคติตฺถี ติรจฺฉานคตาติ คเหตพฺพา, น สพฺพา. ตตฺรายํ ปริจฺเฉโท –

อปทานํ อหิ มจฺฉา, ทฺวิปทานญฺจ กุกฺกุฏี;

จตุปฺปทานํ มชฺชารี, วตฺถุ ปาราชิกสฺสิมาติ.

ตตฺถ อหิคฺคหเณน สพฺพาปิ อชครโคนสาทิเภทา ทีฆชาติ สงฺคหิตา. ตสฺมา ทีฆชาตีสุ ยตฺถ ติณฺณํ มคฺคานํ อญฺญตรสฺมึ สกฺกา ติลผลมตฺตมฺปิ ปเวเสตุํ, สา ปาราชิกวตฺถุ. อวเสสา ทุกฺกฏวตฺถูติ เวทิตพฺพา. มจฺฉคฺคหเณน สพฺพาปิ มจฺฉกจฺฉปมณฺฑูกาทิเภทา โอทกชาติ สงฺคหิตา. ตตฺราปิ ทีฆชาติยํ วุตฺตนเยเนว ปาราชิกวตฺถุ จ ทุกฺกฏวตฺถุ จ เวทิตพฺพํ. อยํ ปน วิเสโส – ปตงฺคมุขมณฺฑูกา นาม โหนฺติ เตสํ มุขสณฺฐานํ มหนฺตํ, ฉิทฺทํ อปฺปกํ, ตตฺถ ปเวสนํ นปฺปโหติ; มุขสณฺฐานํ ปน วณสงฺเขปํ คจฺฉติ, ตสฺมา ตํ ถุลฺลจฺจยวตฺถูติ เวทิตพฺพํ. กุกฺกุฏิคฺคหเณน สพฺพาปิ กากกโปตาทิเภทา ปกฺขิชาติ สงฺคหิตา. ตตฺราปิ วุตฺตนเยเนว ปาราชิกวตฺถุ จ ทุกฺกฏวตฺถุ จ เวทิตพฺพํ. มชฺชาริคฺคหเณน สพฺพาปิ รุกฺขสุนข-มุงฺคุส-โคธาทิเภทา จตุปฺปทชาติ สงฺคหิตา. ตตฺราปิ วุตฺตนเยเนว ปาราชิกวตฺถุ จ ทุกฺกฏวตฺถุ จ เวทิตพฺพํ.

ปาราชิโกติ ปราชิโต, ปราชยํ อาปนฺโน. อยญฺหิ ปาราชิกสทฺโท สิกฺขาปทาปตฺติปุคฺคเลสุ วตฺตติ. ตตฺถ ‘‘อฏฺฐานเมตํ, อานนฺท, อนวกาโส ยํ ตถาคโต วชฺชีนํ วา วชฺชิปุตฺตกานํ วา การณา สาวกานํ ปาราชิกํ สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ สมูหเนยฺยา’’ติ (ปารา. ๔๓) เอวํ สิกฺขาปเท วตฺตมาโน เวทิตพฺโพ. ‘‘อาปตฺตึ ตฺวํ, ภิกฺขุ, อาปนฺโน ปาราชิก’’นฺติ (ปารา. ๖๗) เอวํ อาปตฺติยํ. ‘‘น มยํ ปาราชิกา, โย อวหโฏ โส ปาราชิโก’’ติ (ปารา. ๑๕๕) เอวํ ปุคฺคเล วตฺตมาโน เวทิตพฺโพ. ‘‘ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํเสยฺยา’’ติอาทีสุ (ปารา. ๓๘๔) ปน ธมฺเม วตฺตตีติ วทนฺติ. ยสฺมา ปน ตตฺถ ธมฺโมติ กตฺถจิ อาปตฺติ, กตฺถจิ สิกฺขาปทเมว อธิปฺเปตํ, ตสฺมา โส วิสุํ น วตฺตพฺโพ. ตตฺถ สิกฺขาปทํ โย ตํ อติกฺกมติ, ตํ ปราเชติ, ตสฺมา ‘‘ปาราชิก’’นฺติ วุจฺจติ. อาปตฺติ ปน โย นํ อชฺฌาปชฺชติ, ตํ ปราเชติ, ตสฺมา ‘‘ปาราชิกา’’ติ วุจฺจติ. ปุคฺคโล ยสฺมา ปราชิโต ปราชยมาปนฺโน, ตสฺมา ‘‘ปาราชิโก’’ติ วุจฺจติ. เอตเมว หิ อตฺถํ สนฺธาย ปริวาเรปิ –

‘‘ปาราชิกนฺติ ยํ วุตฺตํ, ตํ สุโณหิ ยถาตถํ;

จุโต ปรทฺโธ ภฏฺโฐ จ, สทฺธมฺมา หิ นิรงฺกโต;

สํวาโสปิ ตหึ นตฺถิ, เตเนตํ อิติ วุจฺจตี’’ติ วุตฺตํ. (ปริ. ๓๓๙);

อยเญฺหตฺถ อตฺโถ – ‘‘ตํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมนฺโต อาปตฺติญฺจ อาปนฺโน ปุคฺคโล จุโต โหตีติ สพฺพํ โยเชตพฺพํ. เตน วุจฺจตีติ เยน การเณน อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย ปริภฏฺโฐ ฉินฺโน ปราชิโต สาสนโต, เตน วุจฺจติ. กินฺติ? ‘‘ปาราชิโก โหตี’’ติ.

สห วสนฺติ เอตฺถาติ สํวาโส, ตํ ทสฺเสตุํ ‘‘สํวาโส นามา’’ติ วตฺวา ‘‘เอกกมฺม’’นฺติอาทิมาห. ตตฺรายํ สทฺธึ โยชนาย วณฺณนา – จตุพฺพิธมฺปิ สงฺฆกมฺมํ สีมาปริจฺฉินฺเนหิ ปกตตฺเตหิ ภิกฺขูหิ เอกโต กตฺตพฺพตฺตา เอกกมฺมํ นาม. ตถา ปญฺจวิโธปิ ปาติโมกฺขุทฺเทโส เอกโต อุทฺทิสิตพฺพตฺตา เอกุทฺเทโส นาม. ปญฺญตฺตํ ปน สิกฺขาปทํ สพฺเพหิปิ ลชฺชีปุคฺคเลหิ สมํ สิกฺขิตพฺพภาวโต สมสิกฺขตา นาม. เอตฺถ ยสฺมา สพฺเพปิ ลชฺชิโน เอเตสุ กมฺมาทีสุ สห วสนฺติ, น เอโกปิ ตโต พหิทฺธา สนฺทิสฺสติ, ตสฺมา ตานิ สพฺพานิปิ คเหตฺวา ‘‘เอโส สํวาโส นามา’’ติ อาห. โส จ วุตฺตปฺปกาโร สํวาโส เตน ปุคฺคเลน สทฺธึ นตฺถิ, เตน การเณน โส ปาราชิโก ปุคฺคโล อสํวาโสติ วุจฺจตีติ.

๕๖. เอวํ อุทฺทิฏฺฐสิกฺขาปทํ ปทานุกฺกเมน วิภชิตฺวา อิทานิ ยํ ตํ ‘‘ปฏิเสเวยฺยา’’ติ เอตฺถ เยนากาเรน ปฏิเสเวยฺยาติ วุจฺจติ, ตสฺสาการสฺส ทสฺสนตฺถํ ‘‘ปฏิเสวติ นามา’’ติ อิทํ มาติกาปทํ ฐเปตฺวา ‘‘นิมิตฺเตน นิมิตฺตํ องฺคชาเตน องฺคชาต’’นฺติ วุตฺตํ. ตตฺถ ยสฺมา น เกวลํ อิตฺถิยา เอว นิมิตฺตํ ปาราชิกวตฺถุ, น จ มนุสฺสิตฺถิยา เอว, สุวณฺณรชตาทิมยานญฺจ อิตฺถีนมฺปิ นิมิตฺตํ วตฺถุเมว น โหติ; ตสฺมา ยํ ยํ วตฺถุ โหติ, ตํ ตํ ทสฺเสตุํ ‘‘ติสฺโส อิตฺถิโย’’ติอาทินา นเยน เยสํ นิมิตฺตานิ วตฺถูนิ โหนฺติ, เต สตฺเต วตฺวา ‘‘มนุสฺสิตฺถิยา ตโย มคฺเค’’ติอาทินา นเยน ตานิ วตฺถูนิ อาห.

ตตฺถ ติสฺโส อิตฺถิโย, ตโย อุภโตพฺยญฺชนกา, ตโย ปณฺฑกา, ตโย ปุริสาติ ปาราชิกวตฺถูนํ นิมิตฺตานํ นิสฺสยา ทฺวาทส สตฺตา โหนฺติ. เตสุ อิตฺถิปุริสา ปากฏา เอว. ปณฺฑกอุภโตพฺยญฺชนกเภโท ปพฺพชฺชาขนฺธกวณฺณนายํ ปากโฏ ภวิสฺสติ.

มนุสฺสิตฺถิยา ตโย มคฺเค เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺตสฺสาติ เอตฺถ จ มนุสฺสิตฺถิยา ตีสุ มคฺเคสูติ อตฺโถ เวทิตพฺโพ. เอวํ สพฺพตฺถ. สพฺเพ เอว เจเต มนุสฺสิตฺถิยา ตโย มคฺคา, อมนุสฺสิตฺถิยา ตโย, ติรจฺฉานคติตฺถิยา ตโยติ นว; มนุสฺสอุภโตพฺยญฺชนกาทีนํ นว; มนุสฺสปณฺฑกาทีนํ เทฺว เทฺว กตฺวา ฉ; ตถา มนุสฺสปุริสาทีนนฺติ สมตึส มคฺคา โหนฺติ. เอเตสุ นิมิตฺตสงฺขาเตสุ ยตฺถ กตฺถจิ อตฺตโน องฺคชาตํ ติลผลมตฺตมฺปิ ปเวเสตฺวา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสวนฺโต ปาราชิกํ อาปชฺชติ.