๘. กุลฆรณีสุตฺตวณฺณนา
๒๒๘. อฏฺฐเม อชฺโฌคาฬฺหปฺปตฺโตติ โอคาหปฺปตฺโต. โส กิร สตฺถุ สนฺติเก กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา ตํ วนสณฺฑํ ปวิสิตฺวา ทุติยทิวเส คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ปาสาทิเกหิ อภิกฺกนฺตาทีหิ. อญฺญตรํ กุลํ ตสฺส อิริยาปเถ ปสีทิตฺวา ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา ปิณฺฑปาตํ อทาสิ. ภตฺตานุโมทนํ ปุน สุตฺวา อติเรกตรํ ปสีทิตฺวา, ‘‘ภนฺเต, นิจฺจกาลํ อิเธว ภิกฺขํ คณฺหถา’’ติ นิมนฺเตสิ. เถโร อธิวาเสตฺวา เตสํ อาหารํ ปริภุญฺชมาโน วีริยํ ปคฺคยฺห ฆเฏนฺโต อรหตฺตํ ปตฺวา จินฺเตสิ – ‘‘พหูปการํ เม เอตํ กุลํ, อญฺญตฺถ คนฺตฺวา กึ กริสฺสามี’’ติ? ผลสมาปตฺติสุขํ อนุภวนฺโต ตตฺเถว วสิ. อชฺฌภาสีติ สา กิร เถรสฺส ขีณาสวภาวํ อชานนฺตี จินฺเตสิ – ‘‘อยํ เถโร เนว อญฺญํ คามํ คจฺฉติ, น อญฺญํ ฆรํ, น รุกฺขมูลอาสนสาลาทีสุ นิสีทติ, นิจฺจกาลํ ฆรํ ปวิสิตฺวาว นิสีทติ, อุโภเปเต โอคาธปฺปตฺตา ปฏิคาธปฺปตฺตา, กทาจิ เอส อิมํ กุลํ ทูเสยฺย, โจเทสฺสามิ น’’นฺติ. ตสฺมา อภาสิ.
สณฺฐาเนติ นครทฺวารสฺส อาสนฺเน มนุสฺสานํ ภณฺฑกํ โอตาเรตฺวา วิสฺสมนฏฺฐาเน. สงฺคมฺมาติ สมาคนฺตฺวา. มนฺเตนฺตีติ กเถนฺติ. มญฺจ ตญฺจาติ มญฺจ กเถนฺติ ตญฺจ กเถนฺติ. กิมนฺตรนฺติ กึ การณํ? พหู หิ สทฺทา ปจฺจูหาติ พหุกา เอเต โลกสฺมึ ปฏิโลมสทฺทา. น เตนาติ เตน การเณน, เตน วา ตปสฺสินา น มงฺกุ โหตพฺพํ. น หิ เตนาติ น หิ เตน ปเรหิ วุตฺตวจเนน สตฺโต กิลิสฺสติ, อตฺตนา กเตน ปน ปาปกมฺเมเนว กิลิสฺสตีติ ทสฺเสติ. วาตมิโค ยถาติ ยถา วเน วาตมิโค วาเตริตานํ ปณฺณาทีนํ สทฺเทน ปริตสฺสติ, เอวํ โย สทฺทปริตฺตาสี โหตีติ อตฺโถ. นาสฺส สมฺปชฺชเต วตนฺติ ตสฺส ลหุจิตฺตสฺส วตํ น สมฺปชฺชติ. เถโร ปน ขีณาสวตฺตา สมฺปนฺนวโตติ เวทิตพฺโพ. อฏฺฐมํ.