๒. สตฺตชฏิลสุตฺตวณฺณนา

๕๒. ทุติเย พหิทฺวารโกฏฺฐเกติ ปาสาททฺวารโกฏฺฐกสฺส พหิ, น วิหารทฺวารโกฏฺฐกสฺส. โส กิร ปาสาโท โลหปาสาโท วิย สมนฺตา จตุทฺวารโกฏฺฐกปริวุโต ปาการปริกฺขิตฺโต. เตสุ ปาจีนทฺวารโกฏฺฐกสฺส พหิ ปาสาทจฺฉายายํ ปาจีนโลกธาตุํ โอโลเกนฺโต ปญฺญตฺตวรพุทฺธาสเน นิสินฺโน โหติ. ชฏิลาติ ชฏาวนฺโต ตาปสเวสธาริโน. นิคณฺฐาติ เสตปฏนิคณฺฐรูปธาริโน. เอกสาฏกาติ เอกสาฏกนิคณฺฐา วิย เอกํ ปิโลติกขณฺฑํ หตฺเถ พนฺธิตฺวา เตนาปิ สรีรสฺส ปุริมภาคํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา วิจรณกา. ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมาติ ปรูฬฺหกจฺฉโลมา ปรูฬฺหนขา ปรูฬฺหอวเสสโลมา จ, กจฺฉาทีสุ ทีฆโลมา ทีฆนขา จาติ อตฺโถ. ขาริวิวิธมาทายาติ วิวิธํ ขาราทินานปฺปการํ ปพฺพชิตปริกฺขารภณฺฑิกํ คเหตฺวา. อวิทูเร อติกฺกมนฺตีติ วิหารสฺส อวิทูรมคฺเคน นครํ ปวิสนฺติ.

ราชาหํ, ภนฺเต, ปเสนทิ โกสโลติ อหํ, ภนฺเต, ราชา ปเสนทิ โกสโล, มยฺหํ นามํ ตุเมฺห ชานาถาติ. กสฺมา ปน ราชา โลเก อคฺคปุคฺคลสฺส สนฺติเก นิสินฺโน เอวรูปานํ นคฺคนิสฺสิรีกานํ อญฺชลึ ปคฺคณฺหาตีติ? สงฺคณฺหนตฺถาย. เอวญฺหิสฺส อโหสิ ‘‘สจาหํ เอตฺตกมฺปิ เอเตสํ น กริสฺสามิ, มยํ ปุตฺตทารํ ปหาย เอตสฺสตฺถาย ทุพฺโภชนทุกฺขเสยฺยาทีนิ อนุโภม, อยํ อมฺหากํ นิปจฺจการมตฺตมฺปิ น กโรติ. ตสฺมิญฺหิ กเต อเมฺห ‘โอจรกา’ติ ชโน อคฺคเหตฺวา ‘ปพฺพชิตา’อิจฺเจว สญฺชานิสฺสติ, กึ อิมสฺส ภูตตฺถกถเนนาติ อตฺตนา ทิฏฺฐํ สุตํ ปฏิจฺฉาเทตฺวา น กเถยฺยุํ, เอวํ กเต ปน อนิคูหิตฺวา กเถสฺสนฺตี’’ติ. อปิจ สตฺถุ อชฺฌาสยชานนตฺถมฺปิ เอวมกาสีติ. ราชา กิร ภควนฺตํ อุปสงฺกมนฺโตปิ กติปยกาลํ สมฺมาสมฺโพธึ น สทฺทหิ. เตนสฺส เอวํ อโหสิ ‘‘ยทิ ภควา สพฺพํ ชานาติ, มยา อิเมสํ นิปจฺจการํ กตฺวา ‘อิเม อรหนฺโต’ติ วุตฺเต นานุชาเนยฺย, อถ มํ อนุวตฺตนฺโต อนุชาเนยฺย, กุโต ตสฺส สพฺพญฺญุตา’’ติ. เอวํ โส สตฺถุ อชฺฌาสยชานนตฺถํ ตถา อกาสิ. ภควา ปน ‘‘อุชุกเมว ‘น อิเม สมณา โอจรกา’ติ วุตฺเต ยทิปิ ราชา สทฺทหติ, มหาชโน ปน ตมตฺถํ อชานนฺโต น สทฺทเหยฺย, สมโณ โคตโม ‘ราชา อตฺตโน กถํ สุณาตี’ติ ยํ กิญฺจิ มุขารุฬฺหํ กเถตี’ติ วเทยฺย, ตทสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺเตยฺย, อญฺโญ จ คุฬฺหกมฺมํ วิวฏํ กตํ ภเวยฺย, สยเมว ราชา เตสํ โอจรกภาวํ กเถสฺสตี’’ติ ญตฺวา ‘‘ทุชฺชานํ โข เอต’’นฺติอาทิมาห.

ตตฺถ กามโภคินาติ อิมินา ปน ราคาภิภวํ, อุภเยนาปิ วิกฺขิตฺตจิตฺตตํ ทสฺเสติ. ปุตฺตสมฺพาธสยนนฺติ ปุตฺเตหิ สมฺพาธสยนํ. เอตฺถ จ ปุตฺตสีเสน ทารปริคฺคหํ, ปุตฺตทาเรสุ อุปฺปิลาวิเตน เตสํ ฆราวาสาทิเหตุ โสกาภิภเวน จิตฺตสฺส สํกิลิฏฺฐตํ ทสฺเสติ. กาสิกจนฺทนนฺติ สณฺหจนฺทนํ, กาสิกวตฺถญฺจ จนฺทนญฺจาติ วา อตฺโถ. มาลาคนฺธวิเลปนนฺติ วณฺณคนฺธตฺถาย มาลา, สุคนฺธภาวตฺถาย คนฺธํ, ฉวิราคกรณตฺถาย วิเลปนํ ธาเรนฺเตน. ชาตรูปรชตนฺติ สุวณฺณญฺเจว อวสิฏฺฐธนญฺจ. สาทิยนฺเตนาติ ปฏิคฺคณฺหนฺเตน. สพฺเพนปิ กาเมสุ อภิคิทฺธภาวเมว ปกาเสติ.

สํวาเสนาติ สหวาเสน. สีลํ เวทิตพฺพนฺติ ‘‘อยํ เปสโล วา ทุสฺสีโล วา’’ติ สํวสนฺเตน เอกสฺมึ ฐาเน สห วสนฺเตน ชานิตพฺโพ. ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตฺตรนฺติ ตญฺจ สีลํ ทีเฆน กาเลน เวทิตพฺพํ, น อิตฺตเรน. กติปยทิวเส หิ สญฺญตากาโร สํวุตินฺทฺริยากาโร จ หุตฺวา สกฺกา ทสฺเสตุํ. มนสิ กโรตา โน อมนสิ กโรตาติ ตมฺปิ ‘‘สีลมสฺส ปริคฺคณฺหิสฺสามี’’ติ มนสิ กโรนฺเตน ปจฺจเวกฺขนฺเตน สกฺกา ชานิตุํ, น อิตเรน. ปญฺญวตาติ ตมฺปิ สปฺปญฺเญเนว ปณฺฑิเตน. พาโล หิ มนสิ กโรนฺโตปิ ชานิตุํ น สกฺโกติ. สํโวหาเรนาติ กถเนน.

‘‘โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ, โวหารํ อุปชีวติ;

เอวํ วาเสฏฺฐ ชานาหิ, วาณิโช โส น พฺราหฺมโณ’’ติ. (สุ. นิ. ๖๑๙) –

เอตฺถ หิ วาณิชฺชํ โวหาโร นาม. ‘‘จตฺตาโร อริยโวหารา’’ติ (ที. นิ. ๓.๓๑๓) เอตฺถ เจตนา. ‘‘สงฺขา สมญฺญา ปญฺญตฺติ โวหาโร’’ติ (ธ. ส. ๑๓๑๓-๑๓๑๕) เอตฺถ ปญฺญตฺติ. ‘‘โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยา’’ติ (สํ. นิ. ๑.๒๕) เอตฺถ กถา โวหาโร. อิธาปิ โส เอว อธิปฺเปโต. เอกจฺจสฺส หิ สมฺมุขากถา ปรมฺมุขากถาย น สเมติ, ปรมฺมุขากถา สมฺมุขากถาย, ตถา ปุริมกถา ปจฺฉิมกถาย, ปจฺฉิมกถา จ ปุริมกถาย. โส กเถนฺโตเยว สกฺกา ชานิตุํ ‘‘อสุจิ เอโส ปุคฺคโล’’ติ. สุจิสีลสฺส ปน ปุริมํ ปจฺฉิเมน, ปจฺฉิมญฺจ ปุริเมน, สมฺมุขา กถิตญฺจ ปรมฺมุขา กถิเตน, ปรมฺมุขา กถิตญฺจ สมฺมุขา กถิเตน สเมติ, ตสฺมา กเถนฺเตน สกฺกา สุจิภาโว ชานิตุนฺติ ปกาเสนฺโต อาห – ‘‘สํโวหาเรน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพ’’นฺติ.

ถาโมติ ญาณถาโม. ยสฺส หิ ญาณถาโม นตฺถิ, โส อุปฺปนฺเนสุ อุปทฺทเวสุ คเหตพฺพคหณํ กตฺตพฺพกรณํ อปสฺสนฺโต อทฺวาริกํ ฆรํ ปวิฏฺโฐ วิย จรติ. เตนาห – ‘‘อาปทาสุ โข, มหาราช,ถาโม เวทิตพฺโพ’’ติ. สากจฺฉายาติ สหกถาย. ทุปฺปญฺญสฺส หิ กถา อุทเก เคณฺฑุ วิย อุปฺลวติ, ปญฺญวโต กเถนฺตสฺส ปฏิภานํ อนนฺตํ โหติ. อุทกวิปฺผนฺทเนเนว หิ มจฺโฉ ขุทฺทโก มหนฺโต วาติ ปญฺญายติ.

อิติ ภควา รญฺโญ อุชุกเมว เต ‘‘อิเม นามา’’ติ อวตฺวา อรหนฺตานํ อนรหนฺตานญฺจ ชานนูปายํ ปกาเสสิ. ราชา ตํ สุตฺวา ภควโต สพฺพญฺญุตาย เทสนาวิลาเสน จ อภิปฺปสนฺโน ‘‘อจฺฉริยํ, ภนฺเต’’ติอาทินา อตฺตโน ปสาทํ ปกาเสตฺวา อิทานิ เต ยาถาวโต ภควโต อาโรเจนฺโต ‘‘เอเต, ภนฺเต, มม ปุริสา จรา’’ติอาทิมาห. ตตฺถ จราติ อปพฺพชิตา เอว ปพฺพชิตรูเปน รฏฺฐปิณฺฑํ ภุญฺชนฺตา ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺตตฺตา. โอจรกาติ เหฏฺฐา จรกา. จรา หิ ปพฺพตมตฺถเกน จรนฺตาปิ เหฏฺฐา จรกาว นิหีนกมฺมตฺตา. อถ วา โอจรกาติ จรปุริสา. โอจริตฺวาติ อวจริตฺวา วีมํสิตฺวา, ตสฺมึ ตสฺมึ เทเส ตํ ตํ ปวตฺตึ ญตฺวาติ อตฺโถ. โอสาริสฺสามีติ ปฏิปชฺชิสฺสามิ, กริสฺสามีติ อตฺโถ. รโชชลฺลนฺติ รชญฺจ มลญฺจ. ปวาเหตฺวาติ สุฏฺฐุ วิกฺขาลนวเสน อปเนตฺวา. กปฺปิตเกสมสฺสูติ อลงฺการสตฺเถ วุตฺตวิธินา กปฺปเกหิ ฉินฺนเกสมสฺสู. กามคุเณหีติ กามโกฏฺฐาเสหิ, กามพนฺธเนหิ วา สมปฺปิตาติ สุฏฺฐุ อปฺปิตา อลฺลีนา. สมงฺคิภูตาติ สหภูตา. ปริจาเรสฺสนฺตีติ อินฺทฺริยานิ สมนฺตโต จาเรสฺสนฺติ กีฬาเปสฺสนฺติ วา.

เอตมตฺถํ วิทิตฺวาติ เอตํ เตสํ ราชปุริสานํ อตฺตโน อุทรสฺส การณา ปพฺพชิตเวเสน โลกวญฺจนสงฺขาตํ อตฺถํ วิทิตฺวา. อิมํ อุทานนฺติ อิมํ ปราธีนตาปรวญฺจนตาปฏิกฺเขปวิภาวนํ อุทานํ อุทาเนสิ.

ตตฺถ น วายเมยฺย สพฺพตฺถาติ ทูเตยฺยโอจรกกมฺมาทิเก สพฺพสฺมึ ปาปธมฺเม อิเม ราชปุริสา วิย ปพฺพชิโต น วายเมยฺย, วายามํ อุสฺสาหํ น กเรยฺย, สพฺพตฺถ ยตฺถ กตฺถจิ วายามํ อกตฺวา อปฺปมตฺตเกปิ ปุญฺญสฺมึเยว วายเมยฺยาติ อธิปฺปาโย. นาญฺญสฺส ปุริโส สิยาติ ปพฺพชิตรูเปน อญฺญสฺส ปุคฺคลสฺส เสวกปุริโส น สิยา. กสฺมา? เอวรูปสฺสปิ โอจรกาทิปาปกมฺมสฺส กตฺตพฺพตฺตา. นาญฺญํ นิสฺสาย ชีเวยฺยาติ อญฺญํ ปรํ อิสฺสราทึ นิสฺสาย ‘‘ตปฺปฏิพทฺธํ เม สุขทุกฺข’’นฺติ เอวํจิตฺโต หุตฺวา น ชีวิกํ ปวตฺเตยฺย, อตฺตทีโป อตฺตสรโณ อนญฺญสรโณ เอว ภเวยฺย. อถ วา อนตฺถาวหโต ‘‘โอจรณ’’นฺติ ลทฺธนามกตฺตา อญฺญํ อกุสลกมฺมํ นิสฺสาย น ชีเวยฺย. ธมฺเมน น วณึ จเรติ ธนาทิอตฺถาย ธมฺมํ น กเถยฺย. โย หิ ธนาทิเหตุ ปเรสํ ธมฺมํ เทเสติ, โส ธมฺเมน วาณิชฺชํ กโรติ นาม, เอวํ ธมฺเมน ตํ น จเรยฺย. อถ วา ธนาทีนํ อตฺถาย โกสลรญฺโญ ปุริโส วิย โอจรกาทิกมฺมํ กโรนฺโต ปเรหิ อนาสงฺกนียตาย ปพฺพชฺชาลิงฺคสมาทานาทีนิ อนุติฏฺฐนฺโต ธมฺเมน วาณิชฺชํ กโรติ นาม. โยปิ อิธ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ จรนฺโตปิ อญฺญตรํ เทวนิกายํ ปณิธาย พฺรหฺมจริยํ จรติ, โสปิ ธมฺเมน วาณิชฺชํ กโรติ นาม, เอวํ ธมฺเมน วาณิชฺชํ น จเร, น กเรยฺยาติ อตฺโถ.

ทุติยสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.