๗. อชกลาปกสุตฺตวณฺณนา
๗. สตฺตเม ปาวายนฺติ เอวํนามเก มลฺลราชูนํ นคเร. อชกลาปเก เจติเยติ อชกลาปเกน นาม ยกฺเขน ปริคฺคหิตตฺตา ‘‘อชกลาปก’’นฺติ ลทฺธนาเม มนุสฺสานํ จิตฺตีกตฏฺฐาเน. โส กิร ยกฺโข อเช กลาเป กตฺวา พนฺธเนน อชโกฏฺฐาเสน สทฺธึ พลึ ปฏิจฺฉติ, น อญฺญถา, ตสฺมา ‘‘อชกลาปโก’’ติ ปญฺญายิตฺถ. เกจิ ปนาหุ – อชเก วิย สตฺเต ลาเปตีติ อชกลาปโกติ. ตสฺส กิร สตฺตา พลึ อุปเนตฺวา ยทา อชสทฺทํ กตฺวา พลึ อุปหรนฺติ, ตทา โส ตุสฺสติ, ตสฺมา ‘‘อชกลาปโก’’ติ วุจฺจตีติ. โส ปน ยกฺโข อานุภาวสมฺปนฺโน กกฺขโฬ ผรุโส ตตฺถ จ สนฺนิหิโต, ตสฺมา ตํ ฐานํ มนุสฺสา จิตฺตึ กโรนฺติ, กาเลน กาลํ พลึ อุปหรนฺติ. เตน วุตฺตํ ‘‘อชกลาปเก เจติเย’’ติ. อชกลาปกสฺส ยกฺขสฺส ภวเนติ ตสฺส ยกฺขสฺส วิมาเน.
ตทา กิร สตฺถา ตํ ยกฺขํ ทเมตุกาโม สายนฺหสมเย เอโก อทุติโย ปตฺตจีวรํ อาทาย อชกลาปกสฺส ยกฺขสฺส ภวนทฺวารํ คนฺตฺวา ตสฺส โทวาริกํ ภวนปวิสนตฺถาย ยาจิ. โส ‘‘กกฺขโฬ, ภนฺเต, อชกลาปโก ยกฺโข, สมโณติ วา พฺราหฺมโณติ วา คารวํ น กโรติ, ตสฺมา ตุเมฺห เอว ชานาถ, มยฺหํ ปน ตสฺส อนาโรจนํ น ยุตฺต’’นฺติ ตาวเทว ยกฺขสมาคมํ คตสฺส อชกลาปกสฺส สนฺติกํ วาตเวเคน อคมาสิ. สตฺถา อนฺโตภวนํ ปวิสิตฺวา อชกลาปกสฺส นิสีทนมณฺฑเป ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิ. ยกฺขสฺส โอโรธา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ. สตฺถา ตาสํ กาลยุตฺตํ ธมฺมึ กถํ กเถสิ. เตน วุตฺตํ – ‘‘ปาวายํ วิหรติ อชกลาปเก เจติเย อชกลาปกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน’’ติ.
ตสฺมึ สมเย สาตาคิรเหมวตา อชกลาปกสฺส ภวนมตฺถเกน ยกฺขสมาคมํ คจฺฉนฺตา อตฺตโน คมเน อสมฺปชฺชมาเน ‘‘กึ นุ โข การณ’’นฺติ อาวชฺเชนฺตา สตฺถารํ อชกลาปกสฺส ภวเน นิสินฺนํ ทิสฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา ‘‘มยํ, ภนฺเต, ยกฺขสมาคมํ คมิสฺสามา’’ติ อาปุจฺฉิตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา คตา ยกฺขสนฺนิปาเต อชกลาปกํ ทิสฺวา ตุฏฺฐึ ปเวทยึสุ ‘‘ลาภา เต, อาวุโส, อชกลาปก, ยสฺส เต ภวเน สเทวเก โลเก อคฺคปุคฺคโล ภควา นิสินฺโน, อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ ปยิรุปาสสฺสุ, ธมฺมญฺจ สุณาหี’’ติ. โส เตสํ กถํ สุตฺวา ‘‘อิเม ตสฺส มุณฺฑกสฺส สมณกสฺส มม ภวเน นิสินฺนภาวํ กเถนฺตี’’ติ โกธาภิภูโต หุตฺวา ‘‘อชฺช มยฺหํ เตน สมเณน สทฺธึ สงฺคาโม ภวิสฺสตี’’ติ จินฺเตตฺวา ยกฺขสนฺนิปาตโต อุฏฺฐหิตฺวา ทกฺขิณํ ปาทํ อุกฺขิปิตฺวา สฏฺฐิโยชนมตฺตํ ปพฺพตกูฏํ อกฺกมิ, ตํ ภิชฺชิตฺวา ทฺวิธา อโหสิ. เสสํ เอตฺถ ยํ วตฺตพฺพํ, ตํ อาฬวกสุตฺตวณฺณนายํ (สํ. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑.๒๔๖) อาคตนเยเนว เวทิตพฺพํ.
อชกลาปกสฺส สมาคโม หิ อาฬวกสมาคมสทิโสว ฐเปตฺวา ปญฺหกรณํ วิสฺสชฺชนํ ภวนโต ติกฺขตฺตุํ นิกฺขมนํ ปเวสนญฺจ. อชกลาปโก หิ อาคจฺฉนฺโตเยว ‘‘เอเตหิเยว ตํ สมณํ ปลาเปสฺสามี’’ติ วาตมณฺฑลาทิเก นววสฺเส สมุฏฺฐาเปตฺวา เตหิ ภควโต จลนมตฺตมฺปิ กาตุํ อสกฺโกนฺโต นานาวิธปฺปหรณหตฺเถ อติวิย ภยานกรูเป ภูตคเณ นิมฺมินิตฺวา เตหิ สทฺธึ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา อนฺตนฺเตเนว จรนฺโต สพฺพรตฺตึ นานปฺปการํ วิปฺปการํ กตฺวาปิ ภควโต กิญฺจิ เกสคฺคมตฺตมฺปิ นิสินฺนฏฺฐานโต จลนํ กาตุํ นาสกฺขิ. เกวลํ ปน ‘‘อยํ สมโณ มํ อนาปุจฺฉา มยฺหํ ภวนํ ปวิสิตฺวา นิสีทตี’’ติ โกธวเสน ปชฺชลิ. อถสฺส ภควา จิตฺตปฺปวตฺตึ ญตฺวา ‘‘เสยฺยถาปิ นาม จณฺฑสฺส กุกฺกุรสฺส นาสาย ปิตฺตํ ภินฺเทยฺย, เอวํ โส ภิยฺโยโสมตฺตาย จณฺฑตโร อสฺส, เอวเมวายํ ยกฺโข มยิ อิธ นิสินฺเน จิตฺตํ ปทูเสติ, ยํนูนาหํ พหิ นิกฺขเมยฺย’’นฺติ สยเมว ภวนโต นิกฺขมิตฺวา อพฺโภกาเส นิสีทิ. เตน วุตฺตํ – ‘‘เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺตนฺธการติมิสายํ อพฺโภกาเส นิสินฺโน โหตี’’ติ.
ตตฺถ รตฺตนฺธการติมิสายนฺติ รตฺติยํ อนฺธกรณตมสิ, จกฺขุวิญฺญาณุปฺปตฺติวิรหิเต พหลนฺธกาเรติ อตฺโถ. จตุรงฺคสมนฺนาคโต กิร ตทา อนฺธกาโร ปวตฺตีติ. เทโวติ เมโฆ เอกเมกํ ผุสิตกํ อุทกพินฺทุํ ปาเตติ. อถ ยกฺโข ‘‘อิมินา สทฺเทน ตาเสตฺวา อิมํ สมณํ ปลาเปสฺสามี’’ติ ภควโต สมีปํ คนฺตฺวา ‘‘อกฺกุโล’’ติอาทินา ตํ ภึสนํ อกาสิ. เตน วุตฺตํ ‘‘อถ โข อชกลาปโก’’ติอาทิ. ตตฺถ ภยนฺติ จิตฺตุตฺราสํ, ฉมฺภิตตฺตนฺติ อูรุตฺถมฺภกสรีรสฺส ฉมฺภิตภาวํ. โลมหํสนฺติ โลมานํ ปหฏฺฐภาวํ, ตีหิปิ ปเทหิ ภยุปฺปตฺติเมว ทสฺเสติ. อุปสงฺกมีติ กสฺมา ปนายํ เอวมธิปฺปาโย อุปสงฺกมิ, นนุ ปุพฺเพ อตฺตนา กาตพฺพํ วิปฺปการํ อกาสีติ? สจฺจมกาสิ, ตํ ปเนส ‘‘อนฺโตภวเน เขมฏฺฐาเน ถิรภูมิยํ ฐิตสฺส น กิญฺจิ กาตุํ อสกฺขิ, อิทานิ พหิ ฐิตํ เอวํ ภึสาเปตฺวา ปลาเปตุํ สกฺกา’’ติ มญฺญมาโน อุปสงฺกมิ. อยญฺหิ ยกฺโข อตฺตโน ภวนํ ‘‘ถิรภูมี’’ติ มญฺญติ, ‘‘ตตฺถ ฐิตตฺตา อยํ สมโณ น ภายตี’’ติ จ.
ติกฺขตฺตุํ ‘‘อกฺกุโล ปกฺกุโล’’ติ อกฺกุลปกฺกุลิกํ อกาสีติ ตโย วาเร ‘‘อกฺกุโล ปกฺกุโล’’ติ ภึสาเปตุกามตาย เอวรูปํ สทฺทํ อกาสิ. อนุกรณสทฺโท หิ อยํ. ตทา หิ โส ยกฺโข สิเนรุํ อุกฺขิปนฺโต วิย มหาปถวึ ปริวตฺเตนฺโต วิย จ มหตา อุสฺสาเหน อสนิสตสทฺทสงฺฆาฏํ วิย เอกสฺมึ ฐาเน ปุญฺชีกตํ หุตฺวา วินิจฺฉรนฺตํ ทิสาคชานํ หตฺถิคชฺชิตํ, เกสรสีหานํ สีหนินฺนาทํ, ยกฺขานํ หึการสทฺทํ, ภูตานํ อฏฺฏหาสํ, อสุรานํ อปฺโผฏนโฆสํ, อินฺทสฺส เทวรญฺโญ วชิรนิคฺฆาตนิคฺโฆสํ, อตฺตโน คมฺภีรตาย วิปฺผาริกตาย ภยานกตาย จ อวเสสสทฺทํ อวหสนฺตมิว อภิภวนฺตมิว จ กปฺปวุฏฺฐานมหาวาตมณฺฑลิกาย วินิคฺโฆสํ ปุถุชฺชนานํ หทยํ ผาเลนฺตํ วิย มหนฺตํ ปฏิภยนิคฺโฆสํ อพฺยตฺตกฺขรํ ติกฺขตฺตุํ อตฺตโน ยกฺขคชฺชิตํ คชฺชิ ‘‘เอเตน อิมํ สมณํ ภึสาเปตฺวา ปลาเปสฺสามี’’ติ. ยํ ยํ นิจฺฉรติ, เตน เตน ปพฺพตา ปปฏิกํ มุญฺจึสุ, วนปฺปติเชฏฺฐเก อุปาทาย สพฺเพสุ รุกฺขลตาคุมฺเพสุ ปตฺตผลปุปฺผานิ สีทยึสุ, ติโยชนสหสฺสวิตฺถโตปิ หิมวนฺตปพฺพตราชา สงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ, ภุมฺมเทวตา อาทึ กตฺวา เยภุยฺเยน เทวตานมฺปิ อหุเทว ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส, ปเคว มนุสฺสานํ. อญฺเญสญฺจ อปททฺวิปทจตุปฺปทานํ มหาปถวิยา อุนฺทฺริยนกาโล วิย มหตี วิภึสนกา อโหสิ, สกลสฺมึ ชมฺพุทีปตเล มหนฺตํ โกลาหลํ อุทปาทิ. ภควา ปน ตํ สทฺทํ ‘‘กิมี’’ติ อมญฺญมาโน นิจฺจโล นิสีทิ, ‘‘มา กสฺสจิ อิมินา อนฺตราโย โหตู’’ติ อธิฏฺฐาสิ.
ยสฺมา ปน โส สทฺโท ‘‘อกฺกุล ปกฺกุล’’ อิติ อิมินา อากาเรน สตฺตานํ โสตปถํ อคมาสิ, ตสฺมา ตสฺส อนุกรณวเสน ‘‘อกฺกุโล ปกฺกุโล’’ติ, ยกฺขสฺส จ ตสฺสํ นิคฺโฆสนิจฺฉารณายํ อกฺกุลปกฺกุลกรณํ อตฺถีติ กตฺวา ‘‘อกฺกุลปกฺกุลิกํ อกาสี’’ติ สงฺคหํ อาโรปยึสุ. เกจิ ปน ‘‘อากุลพฺยากุล อิติ ปททฺวยสฺส ปริยายาภิธานวเสน อกฺกุโล พกฺกุโลติ อยํ สทฺโท วุตฺโต’’ติ วทนฺติ ยถา ‘‘เอกํ เอกก’’นฺติ. ยสฺมา เอกวารํ ชาโต ปฐมุปฺปตฺติวเสเนว นิพฺพตฺตตฺตา อากุโลติ อาทิอตฺโถ อากาโร, ตสฺส จ กการาคมํ กตฺวา รสฺสตฺตํ กตนฺติ. เทฺว วาเร ปน ชาโต พกฺกุโล, กุลสทฺโท เจตฺถ ชาติปริยาโย โกลํโกโลติอาทีสุ วิย. วุตฺตอธิปฺปายานุวิธายี จ สทฺทปฺปโยโคติ ปฐเมน ปเทน ชลาพุชสีหพฺยคฺฆาทโย, ทุติเยน อณฺฑชอาสีวิสกณฺหสปฺปาทโย วุจฺจนฺติ, ตสฺมา สีหาทิโก วิย อาสีวิสาทิโก วิย จ ‘‘อหํ เต ชีวิตหารโก’’ติ อิมํ อตฺถํ ยกฺโข ปททฺวเยน ทสฺเสตีติ อญฺเญ. อปเร ปน ‘‘อกฺขุโล ภกฺขุโล’’ติ ปาฬึ วตฺวา ‘‘อกฺเขตุํ เขเปตุํ วินาเสตุํ อุลติ ปวตฺเตตีติ อกฺขุโล, ภกฺขิตุํ ขาทิตุํ อุลตีติ ภกฺขุโล. โก ปเนโส? ยกฺขรกฺขสปิสาจสีหพฺยคฺฆาทีสุ อญฺญตโร โย โกจิ มนุสฺสานํ อนตฺถาวโห’’ติ ตสฺส อตฺถํ วทนฺติ. อิธาปิ ปุพฺเพ วุตฺตนเยเนว อธิปฺปายโยชนา เวทิตพฺพา.
เอโส เต, สมณ, ปิสาโจติ ‘‘อมฺโภ, สมณ, ตว ปิสิตาสโน ปิสาโจ อุปฏฺฐิโต’’ติ มหนฺตํ เภรวรูปํ อภินิมฺมินิตฺวา ภควโต ปุรโต ฐตฺวา อตฺตานํ สนฺธาย ยกฺโข วทติ.
เอตมตฺถํ วิทิตฺวาติ เอตํ เตน ยกฺเขน กายวาจาหิ ปวตฺติยมานํ วิปฺปการํ. เตน จ อตฺตโน อนภิภวนียสฺส เหตุภูตํ โลกธมฺเมสุ นิรุปกฺกิเลสตํ สพฺพาการโต วิทิตฺวา. ตายํ เวลายนฺติ ตสฺสํ วิปฺปการกรณเวลายํ. อิมํ อุทานนฺติ ตํ วิปฺปการํ อคเณตฺวา อสฺส อคณนเหตุภูตํ ธมฺมานุภาวทีปกํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ.
ตตฺถ ยทา สเกสุ ธมฺเมสูติ ยสฺมึ กาเล สกอตฺตภาวสงฺขาเตสุ ปญฺจสุ อุปาทานกฺขนฺธธมฺเมสุ. ปารคูติ ปริญฺญาภิสมยปาริปูริวเสน ปารงฺคโต, ตโตเยว เตสํ เหตุภูเต สมุทเย, ตทปฺปวตฺติลกฺขเณ นิโรเธ, นิโรธคามินิยา ปฏิปทาย จ ปหานสจฺฉิกิริยาภาวนาภิสมยปาริปูริวเสน ปารคโต. โหติ พฺราหฺมโณติ เอวํ สพฺพโส พาหิตปาปตฺตา พฺราหฺมโณ นาม โหติ, สพฺพโส สกอตฺตภาวาวโพธเนปิ จตุสจฺจาภิสมโย โหติ. วุตฺตญฺเจตํ – ‘‘อิมสฺมึเยว พฺยามมตฺเต กเฬวเร สสญฺญิมฺหิ สมนเก โลกญฺจ โลกสมุทยญฺจ ปญฺญเปมี’’ติอาทิ (สํ. นิ. ๑.๑๐๗; อ. นิ. ๔.๔๕). อถ วา สเกสุ ธมฺเมสูติ อตฺตโน ธมฺเมสุ, อตฺตโน ธมฺมา นาม อตฺถกามสฺส ปุคฺคลสฺส สีลาทิธมฺมา. สีลสมาธิปญฺญาวิมุตฺติอาทโย หิ โวทานธมฺมา เอกนฺตหิตสุขสมฺปาทเนน ปุริสสฺส อตฺตโน ธมฺมา นาม, น อนตฺถาวหา สํกิเลสธมฺมา วิย อสกธมฺมา. ปารคูติ เตสํ สีลาทีนํ ปาริปูริยา ปารํ ปริยนฺตํ คโต.
ตตฺถ สีลํ ตาว โลกิยโลกุตฺตรวเสน ทุวิธํ. เตสุ โลกิยํ ปุพฺพภาคสีลํ. ตํ สงฺเขปโต ปาติโมกฺขสํวราทิวเสน จตุพฺพิธํ, วิตฺถารโต ปน อเนกปฺปเภทํ. โลกุตฺตรํ มคฺคผลวเสน ทุวิธํ, อตฺถโต สมฺมาวาจาสมฺมากมฺมนฺตสมฺมาอาชีวา. ยถา จ สีลํ, ตถา สมาธิปญฺญา จ โลกิยโลกุตฺตรวเสน ทุวิธา. ตตฺถ โลกิยสมาธิ สห อุปจาเรน อฏฺฐ สมาปตฺติโย, โลกุตฺตรสมาธิ มคฺคปริยาปนฺโน. ปญฺญาปิ โลกิยา สุตมยา, จินฺตามยา, ภาวนามยา จ สาสวา, โลกุตฺตรา ปน มคฺคสมฺปยุตฺตา ผลสมฺปยุตฺตา จ. วิมุตฺติ นาม ผลวิมุตฺติ นิพฺพานญฺจ, ตสฺมา สา โลกุตฺตราว. วิมุตฺติญาณทสฺสนํ โลกิยเมว, ตํ เอกูนวีสติวิธํ ปจฺจเวกฺขณญาณภาวโต. เอวํ เอเตสํ สีลาทิธมฺมานํ อตฺตโน สนฺตาเน อรหตฺตผลาธิคเมน อนวเสสโต นิพฺพตฺตปาริปูริยา ปารํ ปริยนฺตํ คโตติ สเกสุ ธมฺเมสุ ปารคู.
อถ วา โสตาปตฺติผลาธิคเมน สีลสฺมึ ปารคู. โส หิ ‘‘สีเลสุ ปริปูรการี’’ติ วุตฺโต, โสตาปนฺนคฺคหเณเนว เจตฺถ สกทาคามีปิ คหิโต โหติ. อนาคามิผลาธิคเมน สมาธิสฺมึ ปารคู. โส หิ ‘‘สมาธิสฺมึ ปริปูรการี’’ติ วุตฺโต. อรหตฺตผลาธิคเมน อิตเรสุ ตีสุ ปารคู. อรหา หิ ปญฺญาเวปุลฺลปฺปตฺติยา อคฺคภูตาย อกุปฺปาย เจโตวิมุตฺติยา อธิคตตฺตา ปจฺจเวกฺขณญาณสฺส จ ปริโยสานคมนโต ปญฺญาวิมุตฺติวิมุตฺติญาณทสฺสเนสุ ปารคู นาม โหติ. เอวํ สพฺพถาปิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ จตุมคฺควเสน ปริญฺญาทิโสฬสวิธาย กิจฺจนิปฺผตฺติยา ยถาวุตฺเตสุ ตสฺมึ ตสฺมึ กาเล สเกสุ ธมฺเมสุ ปารคโต.
โหติ พฺราหฺมโณติ ตทา โส พาหิตปาปธมฺมตาย ปรมตฺถพฺราหฺมโณ โหติ. อถ เอตํ ปิสาจญฺจ, ปกฺกุลญฺจาติวตฺตตีติ ตโต ยถาวุตฺตปารคมนโต อถ ปจฺฉา, อชกลาปก, เอตํ ตยา ทสฺสิตํ ปิสิตาสนตฺถมาคตํ ปิสาจํ ภยชนนตฺถํ สมุฏฺฐาปิตํ อกฺกุลปกฺกุลิกญฺจ อติวตฺตติ, อติกฺกมติ, อภิภวติ, ตํ น ภายตีติ อตฺโถ.
อยมฺปิ คาถา อรหตฺตเมว อุลฺลปิตฺวา กถิตา. อถ อชกลาปโก อตฺตนา กเตน ตถารูเปนปิ ปฏิภยรูเปน วิภึสเนน อกมฺปนียสฺส ภควโต ตํ ตาทิภาวํ ทิสฺวา ‘‘อโห อจฺฉริยมนุสฺโสวตาย’’นฺติ ปสนฺนมานโส โปถุชฺชนิกาย สทฺธาย อตฺตนิ นิวิฏฺฐภาวํ วิภาเวนฺโต สตฺถุ สมฺมุขา อุปาสกตฺตํ ปเวเทสิ.
สตฺตมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.