๔. จตุกฺกนิปาโต

๑. ภทฺทากาปิลานีเถรีคาถาวณฺณนา

จตุกฺกนิปาเต ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโทติอาทิกา ภทฺทาย กาปิลานิยา เถริยา คาถา. สา กิร ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต กาเล หํสวตีนคเร กุลเคเห นิพฺพตฺติตฺวา วิญฺญุตํ ปตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมํ สุณนฺตี สตฺถารํ เอกํ ภิกฺขุนึ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรนฺตีนํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปนฺตํ ทิสฺวา อธิการกมฺมํ กตฺวา สยมฺปิ ตํ ฐานนฺตรํ ปตฺเถตฺวา ยาวชีวํ ปุญฺญานิ กตฺวา ตโต จุตา เทวมนุสฺเสสุ สํสรนฺตี อนุปฺปนฺเน พุทฺเธ พาราณสิยํ กุลเคเห นิพฺพตฺติตฺวา ปติกุลํ คนฺตฺวา, เอกทิวสํ อตฺตโน นนนฺทาย สทฺธึ กลหํ กโรนฺตี ตาย ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปิณฺฑปาเต ทินฺเน ‘‘อยํ อิมสฺส ทานํ ทตฺวา อุฬารสมฺปตฺตึ ลภิสฺสตี’’ติ ปจฺเจกพุทฺธสฺส หตฺถโต ปตฺตํ คเหตฺวา ภตฺตํ ฉฑฺเฑตฺวา กลลสฺส ปูเรตฺวา อทาสิ. มหาชโน ครหิ – ‘‘พาเล, ปจฺเจกพุทฺโธ เต กึ อปรชฺฌี’’ติ? สา เตสํ วจเนน ลชฺชมานา ปุน ปตฺตํ คเหตฺวา กลลํ นีหริตฺวา โธวิตฺวา คนฺธจุณฺเณน อุพฺพฏฺเฏตฺวา จตุมธุรสฺส ปูเรตฺวา อุปริ อาสิตฺเตน ปทุมคพฺภวณฺเณน สปฺปินา วิชฺโชตมานํ ปจฺเจกพุทฺธสฺส หตฺเถ ฐเปตฺวา ‘‘ยถา อยํ ปิณฺฑปาโต โอภาสชาโต, เอวํ โอภาสชาตํ เม สรีรํ โหตู’’ติ ปตฺถนํ ปฏฺฐเปสิ. สา ตโต จวิตฺวา สุคตีสุเยว สํสรนฺตี กสฺสปพุทฺธกาเล พาราณสิยํ มหาวิภวสฺส เสฏฺฐิโน ธีตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ. ปุพฺพกมฺมผเลน ทุคฺคนฺธสรีรา มนุสฺเสหิ ชิคุจฺฉิตพฺพา หุตฺวา สํเวคชาตา อตฺตโน อาภรเณหิ สุวณฺณิฏฺฐกํ กาเรตฺวา ภควโต เจติเย ปติฏฺฐเปสิ, อุปฺปลหตฺเถน จ ปูชํ อกาสิ. เตนสฺสา สรีรํ ตสฺมึเยว ภเว สุคนฺธํ มโนหรํ ชาตํ. สา ปติโน ปิยา มนาปา หุตฺวา ยาวชีวํ กุสลํ กตฺวา ตโต จุตา สคฺเค นิพฺพตฺติ. ตตฺถาปิ ยาวชีวํ ทิพฺพสุขํ อนุภวิตฺวา, ตโต จุตา พาราณสิรญฺโญ ธีตา หุตฺวา ตตฺถ เทวสมฺปตฺติสทิสํ สมฺปตฺตึ อนุภวนฺตี จิรกาลํ ปจฺเจกพุทฺเธ อุปฏฺฐหิตฺวา, เตสุ ปรินิพฺพุเตสุ สํเวคชาตา ตาปสปพฺพชฺชาย ปพฺพชิตฺวา อุยฺยาเน วสนฺตี ฌานานิ ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติตฺวา ตโต จุตา สาคลนคเร โกสิยโคตฺตสฺส พฺราหฺมณกุลสฺส เคเห นิพฺพตฺติตฺวา มหตา ปริหาเรน วฑฺฒิตฺวา วยปฺปตฺตา มหาติตฺถคาเม ปิปฺผลิกุมารสฺส เคหํ นีตา. ตสฺมึ ปพฺพชิตุํ นิกฺขนฺเต มหนฺตํ โภคกฺขนฺธํ มหนฺตญฺจ ญาติปริวฏฺฏํ ปหาย ปพฺพชฺชตฺถาย นิกฺขมิตฺวา ปญฺจ วสฺสานิ ติตฺถิยาราเม ปวิสิตฺวา อปรภาเค มหาปชาปติโคตมิยา สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อุปสมฺปทญฺจ ลภิตฺวา วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา น จิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณิ. เตน วุตฺตํ อปทาเน (อป. เถรี ๒.๓.๒๔๔-๓๑๓) –

‘‘ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน, สพฺพธมฺมาน ปารคู;

อิโต สตสหสฺสมฺหิ, กปฺเป อุปฺปชฺชิ นายโก.

‘‘ตทาหุ หํสวติยํ, วิเทโห นาม นามโต;

เสฏฺฐี ปหูตรตโน, ตสฺส ชายา อโหสหํ.

‘‘กทาจิ โส นราทิจฺจํ, อุเปจฺจ สปริชฺชโน;

ธมฺมมสฺโสสิ พุทฺธสฺส, สพฺพทุกฺขภยปฺปหํ.

‘‘สาวกํ ธุตวาทานํ, อคฺคํ กิตฺเตสิ นายโก;

สุตฺวา สตฺตาหิกํ ทานํ, ทตฺวา พุทฺธสฺส ตาทิโน.

‘‘นิปจฺจ สิรสา ปาเท, ตํ ฐานมภิปตฺถยึ;

ส หาสยนฺโต ปริสํ, ตทา หิ นรปุงฺคโว.

‘‘เสฏฺฐิโน อนุกมฺปาย, อิมา คาถา อภาสถ;

ลจฺฉเส ปตฺถิตํ ฐานํ, นิพฺพุโต โหหิ ปุตฺตก.

‘‘สตสหสฺสิโต กปฺเป, โอกฺกากกุลสมฺภโว;

โคตโม นาม โคตฺเตน, สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ.

‘‘ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท, โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต;

กสฺสโป นาม โคตฺเตน, เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก.

‘‘ตํ สุตฺวา มุทิโต หุตฺวา, ยาวชีวํ ตทา ชินํ;

เมตฺตจิตฺโต ปริจริ, ปจฺจเยหิ วินายกํ.

‘‘สาสนํ โชตยิตฺวาน, โส มทฺทิตฺวา กุติตฺถิเย;

เวเนยฺยํ วินยิตฺวา จ, นิพฺพุโต โส สสาวโก.

‘‘นิพฺพุเต ตมฺหิ โลกคฺเค, ปูชนตฺถาย สตฺถุโน;

ญาติมิตฺเต สมาเนตฺวา, สห เตหิ อการยิ.

‘‘สตฺตโยชนิกํ ถูปํ, อุพฺพิทฺธํ รตนามยํ;

ชลนฺตํ สตรํสึว, สาลราชํว ผุลฺลิตํ.

‘‘สตฺตสตสหสฺสานิ, ปาติโย ตตฺถ การยิ;

นฬคฺคี วิย โชตนฺตี, รตเนเหว สตฺตหิ.

‘‘คนฺธเตเลน ปูเรตฺวา, ทีปานุชฺชลยี ตหึ;

ปูชนตฺถาย มเหสิสฺส, สพฺพภูตานุกมฺปิโน.

‘‘สตฺตสตสหสฺสานิ, ปุณฺณกุมฺภานิ การยิ;

รตเนเหว ปุณฺณานิ, ปูชนตฺถาย มเหสิโน.

‘‘มชฺเฌ อฏฺฐฏฺฐกุมฺภีนํ, อุสฺสิตา กญฺจนคฺฆิโย;

อติโรจนฺติ วณฺเณน, สรเทว ทิวากโร.

‘‘จตุทฺวาเรสุ โสภนฺติ, โตรณา รตนามยา;

อุสฺสิตา ผลกา รมฺมา, โสภนฺติ รตนามยา.

‘‘วิโรจนฺติ ปริกฺขิตฺตา, อวฏํสา สุนิมฺมิตา;

อุสฺสิตานิ ปฏากานิ, รตนานิ วิโรจเร.

‘‘สุรตฺตํ สุกตํ จิตฺตํ, เจติยํ รตนามยํ;

อติโรจติ วณฺเณน, สสญฺโฌว ทิวากโร.

‘‘ถูปสฺส เวทิโย ติสฺโส, หริตาเลน ปูรยิ;

เอกํ มโนสิลาเยกํ, อญฺชเนน จ เอกิกํ.

‘‘ปูชํ เอตาทิสํ รมฺมํ, กาเรตฺวา วรวาทิโน;

อทาสิ ทานํ สงฺฆสฺส, ยาวชีวํ ยถาพลํ.

‘‘สหาว เสฏฺฐินา เตน, ตานิ ปุญฺญานิ สพฺพโส;

ยาวชีวํ กริตฺวาน, สหาว สุคตึ คตา.

‘‘สมฺปตฺติโยนุโภตฺวาน, เทวตฺเต อถ มานุเส;

ฉายา วิย สรีเรน, สห เตเนว สํสรึ.

‘‘เอกนวุติโต กปฺเป, วิปสฺสี นาม นายโก;

อุปฺปชฺชิ จารุทสฺสโน, สพฺพธมฺมวิปสฺสโก.

‘‘ตทายํ พนฺธุปติยํ, พฺราหฺมโณ สาธุสมฺมโต;

อฑฺโฒ สนฺโต คุเณนาปิ, ธเนน จ สุทุคฺคโต.

‘‘ตทาปิ ตสฺสาหํ อาสึ, พฺราหฺมณี สมเจตสา;

กทาจิ โส ทิชวโร, สงฺคเมสิ มหามุนึ.

‘‘นิสินฺนํ ชนกายมฺหิ, เทเสนฺตํ อมตํ ปทํ;

สุตฺวา ธมฺมํ ปมุทิโต, อทาสิ เอกสาฏกํ.

‘‘ฆรเมเกน วตฺเถน, คนฺตฺวาเนตํ ส มพฺรวิ;

อนุโมท มหาปุญฺญํ, ทินฺนํ พุทฺธสฺส สาฏกํ.

‘‘ตทาหํ อญฺชลึ กตฺวา, อนุโมทึ สุปีณิตา;

สุทินฺโน สาฏโก สามิ, พุทฺธเสฏฺฐสฺส ตาทิโน.

‘‘สุขิโต สชฺชิโต หุตฺวา, สํสรนฺโต ภวาภเว;

พาราณสิปุเร รมฺเม, ราชา อาสิ มหีปติ.

‘‘ตทา ตสฺส มเหสีหํ, อิตฺถิคุมฺพสฺส อุตฺตมา;

ตสฺสาติ ทยิตา อาสึ, ปุพฺพเสฺนเหน ภตฺตุโน.

‘‘ปิณฺฑาย วิจรนฺเต เต, อฏฺฐ ปจฺเจกนายเก;

ทิสฺวา ปมุทิโต หุตฺวา, ทตฺวา ปิณฺฑํ มหารหํ.

‘‘ปุโน นิมนฺตยิตฺวาน, กตฺวา รตนมณฺฑปํ;

กมฺมาเรหิ กตํ ปตฺตํ, โสวณฺณํ วต ตตฺตกํ.

‘‘สมาเนตฺวาน เต สพฺเพ, เตสํ ทานมทาสิ โส;

โสณฺณาสเน ปวิฏฺฐานํ, ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ.

‘‘ตมฺปิ ทานํ สหาทาสึ, กาสิราเชนหํ ตทา;

ปุนาหํ พาราณสิยํ, ชาตา กาสิกคามเก.

‘‘กุฏุมฺพิกกุเล ผีเต, สุขิโต โส สภาตุโก;

เชฏฺฐสฺส ภาตุโน ชายา, อโหสึ สุปติพฺพตา.

‘‘ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวาน, กนิยสฺส มม ภตฺตุโน;

ภาคนฺนํ ตสฺส ทตฺวาน, อาคเต ตมฺหิ ปาวทึ.

‘‘นาภินนฺทิตฺถ โส ทานํ, ตโต ตสฺส อทาสหํ;

อุขา อานิย ตํ อนฺนํ, ปุโน ตสฺเสว โส อทา.

‘‘ตทนฺนํ ฉฑฺฑยิตฺวาน, ทุฏฺฐา พุทฺธสฺสหํ ตทา;

ปตฺตํ กลลปุณฺณํ ตํ, อทาสึ ตสฺส ตาทิโน.

‘‘ทาเน จ คหเณ เจว, อปเจ ปทุเสปิ จ;

สมจิตฺตมุขํ ทิสฺวา, ตทาหํ สํวิชึ ภุสํ.

‘‘ปุโน ปตฺตํ คเหตฺวาน, โสธยิตฺวา สุคนฺธินา,

ปสนฺนจิตฺตา ปูเรตฺวา, สฆตํ สกฺกรํ อทํ.

‘‘ยตฺถ ยตฺถูปปชฺชามิ, สุรูปา โหมิ ทานโต;

พุทฺธสฺส อปกาเรน, ทุคฺคนฺธา วทเนน จ.

‘‘ปุน กสฺสปวีรสฺส, นิธายนฺตมฺหิ เจติเย;

โสวณฺณํ อิฏฺฐกํ วรํ, อทาสึ มุทิตา อหํ.

‘‘จตุชฺชาเตน คนฺเธน, นิจยิตฺวา ตมิฏฺฐกํ;

มุตฺตา ทุคฺคนฺธโทสมฺหา, สพฺพงฺคสุสมาคตา.

‘‘สตฺต ปาติสหสฺสานิ, รตเนเหว สตฺตหิ;

กาเรตฺวา ฆตปูรานิ, วฏฺฏีนิ จ สหสฺสโส.

‘‘ปกฺขิปิตฺวา ปทีเปตฺวา, ฐปยึ สตฺตปนฺติโย;

ปูชนตฺถํ โลกนาถสฺส, วิปฺปสนฺเนน เจตสา.

‘‘ตทาปิ ตมฺหิ ปุญฺญมฺหิ, ภาคินียิ วิเสสโต;

ปุน กาสีสุ สญฺชาโต, สุมิตฺตา อิติ วิสฺสุโต.

‘‘ตสฺสาหํ ภริยา อาสึ, สุขิตา สชฺชิตา ปิยา;

ตทา ปจฺเจกมุนิโน, อทาสึ ฆนเวฐนํ.

‘‘ตสฺสาปิ ภาคินี อาสึ, โมทิตฺวา ทานมุตฺตมํ;

ปุนาปิ กาสิรฏฺฐมฺหิ, ชาโต โกลิยชาติยา.

‘‘ตทา โกลิยปุตฺตานํ, สเตหิ สห ปญฺจหิ;

ปญฺจ ปจฺเจกพุทฺธานํ, สตานิ สมุปฏฺฐหิ.

‘‘เตมาสํ ตปฺปยิตฺวาน, อทาสิ จ ติจีวเร;

ชายา ตสฺส ตทา อาสึ, ปุญฺญกมฺมปถานุคา.

‘‘ตโต จุโต อหุ ราชา, นนฺโท นาม มหายโส;

ตสฺสาปิ มเหสี อาสึ, สพฺพกามสมิทฺธินี.

‘‘ตทา ราชา ภวิตฺวาน, พฺรหฺมทตฺโต มหีปติ;

ปทุมวตีปุตฺตานํ, ปจฺเจกมุนินํ ตทา.

‘‘สตานิ ปญฺจนูนานิ, ยาวชีวํ อุปฏฺฐหึ;

ราชุยฺยาเน นิวาเสตฺวา, นิพฺพุตานิ จ ปูชยึ.

‘‘เจติยานิ จ กาเรตฺวา, ปพฺพชิตฺวา อุโภ มยํ;

ภาเวตฺวา อปฺปมญฺญาโย, พฺรหฺมโลกํ อคมฺหเส.

‘‘ตโต จุโต มหาติตฺเถ, สุชาโต ปิปฺผลายโน;

มาตา สุมนเทวีติ, โกสิโคตฺโต ทิโช ปิตา.

‘‘อหํ มทฺเท ชนปเท, สากลาย ปุรุตฺตเม;

กปฺปิลสฺส ทิชสฺสาสึ, ธีตา มาตา สุจีมติ.

‘‘ฆรกญฺจนพิมฺเพน, นิมฺมินิตฺวาน มํ ปิตา;

อทา กสฺสปธีรสฺส, กาเมหิ วชฺชิตสฺสมํ.

‘‘กทาจิ โส การุณิโก, คนฺตฺวา กมฺมนฺตเปกฺขโก;

กากาทิเกหิ ขชฺชนฺเต, ปาเณ ทิสฺวาน สํวิชิ.

‘‘ฆเรวาหํ ติเล ชาเต, ทิสฺวานาตปตาปเน;

กิมี กาเกหิ ขชฺชนฺเต, สํเวคมลภึ ตทา.

‘‘ตทา โส ปพฺพชี ธีโร, อหํ ตมนุปพฺพชึ;

ปญฺจ วสฺสานิ นิวสึ, ปริพฺพาชวเต อหํ.

‘‘ยทา ปพฺพชิตา อาสิ, โคตมี ชินโปสิกา;

ตทาหํ ตมุปคนฺตฺวา, พุทฺเธน อนุสาสิตา.

‘‘น จิเรเนว กาเลน, อรหตฺตมปาปุณึ;

อโห กลฺยาณมิตฺตตฺตํ, กสฺสปสฺส สิรีมโต.

‘‘สุโต พุทฺธสฺส ทายาโท, กสฺสโป สุสมาหิโต;

ปุพฺเพนิวาสํ โย เวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ.

‘‘อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญาโวสิโต มุนิ;

เอตาหิ ตีหิ วิชฺชาหิ, เตวิชฺโช โหติ พฺราหฺมโณ.

‘‘ตเถว ภทฺทากาปิลานี, เตวิชฺชา มจฺจุหายินี;

ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ, ชิตฺวา มารํ สวาหนํ.

‘‘ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก, อุโภ ปพฺพชิตา มยํ;

ตฺยมฺห ขีณาสวา ทนฺตา, สีติภูตามฺห นิพฺพุตา.

‘‘กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ…เป… กตํ พุทฺธสฺส สาสน’’นฺติ. (อป. เถรี ๒.๓.๒๔๔-๓๑๓);

อรหตฺตํ ปน ปตฺวา ปุพฺเพนิวาสญาเณ จิณฺณวสี อโหสิ. ตตฺถ สาติสยํ กตาธิการตฺตา อปรภาเค ตํ สตฺถา เชตวเน อริยคณมชฺเฌ นิสินฺโน ภิกฺขุนิโย ปฏิปาฏิยา ฐานนฺตเรสุ ฐเปนฺโต ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรนฺตีนํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ. สา เอกทิวสํ มหากสฺสปตฺเถรสฺส คุณาภิตฺถวนปุพฺพกํ อตฺตโน กตกิจฺจตาทิวิภาวนมุเขน อุทานํ อุทาเนนฺตี –

๖๓. ‘‘ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโท, กสฺสโป สุสมาหิโต;

ปุพฺเพนิวาสํ โยเวทิ, สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ.

๖๔. ‘‘อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต, อภิญฺญาโวสิโต มุนิ;

เอตาหิ ตีหิ วิชฺชาหิ, เตวิชฺโช โหติ พฺราหฺมโณ.

๖๕. ‘‘ตเถว ภทฺทากาปิลานี, เตวิชฺชา มจฺจุหายินี;

ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ, เชตฺวา มารํ สวาหนํ.

๖๖. ‘‘ทิสฺวา อาทีนวํ โลเก, อุโภ ปพฺพชิตา มยํ;

ตฺยมฺห ขีณาสวา ทนฺตา, สีติภูตามฺห นิพฺพุตา’’ติ. –

อิมา คาถา อภาสิ.

ตตฺถ ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโทติ พุทฺธานุพุทฺธภาวโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อนุชาตสุโต ตโต เอว ตสฺส ทายภูตสฺส นวโลกุตฺตรธมฺมสฺส อาทาเนน ทายาโท กสฺสโป โลกิยโลกุตฺตเรหิ สมาธีหิ สุฏฺฐุ สมาหิตจิตฺตตาย สุสมาหิโต. ปุพฺเพนิวาสํ โยเวทีติ โย มหากสฺสปตฺเถโร ปุพฺเพนิวาสํ อตฺตโน ปเรสญฺจ นิวุตฺถกฺขนฺธสนฺตานํ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาเณน ปากฏํ กตฺวา อเวทิ อญฺญาสิ ปฏิวิชฺฌิ. สคฺคาปายญฺจ ปสฺสตีติ ฉพฺพีสติเทวโลกเภทํ สคฺคํ จตุพฺพิธํ อปายญฺจ ทิพฺพจกฺขุนา หตฺถตเล อามลกํ วิย ปสฺสติ.

อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโตติ ตโต ปรํ ชาติกฺขยสงฺขาตํ อรหตฺตํ ปตฺโต. อภิญฺญาย อภิวิสิฏฺเฐน ญาเณน อภิญฺเญยฺยํ ธมฺมํ อภิชานิตฺวา ปริญฺเญยฺยํ ปริชานิตฺวา, ปหาตพฺพํ ปหาย, สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตฺวา โวสิโต นิฏฺฐํ ปตฺโต กตกิจฺโจ. อาสวกฺขยปญฺญาสงฺขาตํ โมนํ ปตฺตตฺตา มุนิ.