๑๒. สุปฺปพุทฺธสกฺยวตฺถุ
น อนฺตลิกฺเขติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา นิโคฺรธาราเม วิหรนฺโต สุปฺปพุทฺธํ สกฺกํ อารพฺภ กเถสิ.
โส กิร ‘‘อยํ มม ธีตรํ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขนฺโต จ, มม ปุตฺตํ ปพฺพาเชตฺวา ตสฺส เวริฏฺฐาเน ฐิโต จา’’ติ อิเมหิ ทฺวีหิ การเณหิ สตฺถริ อาฆาตํ พนฺธิตฺวา เอกทิวสํ ‘‘น ทานิสฺส นิมนฺตนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ภุญฺชิตุํ ทสฺสามี’’ติ คมนมคฺคํ ปิทหิตฺวา อนฺตรวีถิยํ สุรํ ปิวนฺโต นิสีทิ. อถสฺส สตฺถริ ภิกฺขุสงฺฆปริวุเต ตํ ฐานํ อาคเต ‘‘สตฺถา อาคโต’’ติ อาโรเจสุํ. โส อาห – ‘‘ปุรโต คจฺฉาติ ตสฺส วเทถ, นายํ มยา มหลฺลกตโร, นาสฺส มคฺคํ ทสฺสามี’’ติ ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโนปิ ตเถว วตฺวา นิสีทิ. สตฺถา มาตุลสฺส สนฺติกา มคฺคํ อลภิตฺวา ตโต นิวตฺติ. โสปิ เอกํ จรปุริสํ เปเสสิ ‘‘คจฺฉ, ตสฺส กถํ สุตฺวา เอหี’’ติ. สตฺถาปิ นิวตฺตนฺโต สิตํ กตฺวา อานนฺทตฺเถเรน ‘‘โก นุ โข, ภนฺเต, สิตสฺส ปาตุกมฺมสฺส ปจฺจโย’’ติ ปุฏฺโฐ อาห – ‘‘ปสฺสสิ, อานนฺท, สุปฺปพุทฺธ’’นฺติ. ปสฺสามิ, ภนฺเตติ. ภาริยํ เตน กมฺมํ กตํ มาทิสสฺส พุทฺธสฺส มคฺคํ อเทนฺเตน, อิโต สตฺตเม ทิวเส เหฏฺฐาปาสาเท โสปานปาทมูเล ปถวึ ปวิสิสฺสตีติ. จรปุริโส ตํ กถํ สุตฺวา สุปฺปพุทฺธสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ‘‘กึ มม ภาคิเนยฺเยน นิวตฺตนฺเตน วุตฺต’’นฺติ ปุฏฺโฐ ยถาสุตํ อาโรเจสิ. โส ตสฺส วจนํ สุตฺวา ‘‘น ทานิ มม ภาคิเนยฺยสฺส กถาย โทโส อตฺถิ, อทฺธา ยํ โส วทติ, ตํ ตเถว โหติ. เอวํ สนฺเตปิ นํ อิทานิ มุสาวาเทน นิคฺคณฺหิสฺสามิ. โส หิ มํ ‘สตฺตเม ทิวเส ปถวึ ปวิสิสฺสตี’ติ อนิยเมน อวตฺวา ‘เหฏฺฐาปาสาเท โสปานปาทมูเล ปถวึ ปวิสิสฺสตี’’’ติ อาห. ‘‘อิโต ทานิ ปฏฺฐายาหํ ตํ ฐานํ น คมิสฺสามิ, อถ นํ ตสฺมึ ฐาเน ปถวึ อปวิสิตฺวา มุสาวาเทน นิคฺคณฺหิสฺสามี’’ติ อตฺตโน อุปโภคชาตํ สพฺพํ สตฺตภูมิกปาสาทสฺส อุปริ อาโรเปตฺวา โสปานํ หราเปตฺวา ทฺวารํ ปิทหาเปตฺวา เอเกกสฺมึ ทฺวาเร เทฺว เทฺว มลฺเล ฐเปตฺวา ‘‘สจาหํ ปมาเทน เหฏฺฐา โอโรหิตุกาโม โหมิ, นิวาเรยฺยาถ ม’’นฺติ วตฺวา สตฺตเม ปาสาทตเล สิริคพฺเภ นิสีทิ. สตฺถา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา, ‘‘ภิกฺขเว, สุปฺปพุทฺโธ น เกวลํ ปาสาทตเล เวหาสํ อุปฺปติตฺวา อากาเส วา นิสีทตุ, นาวาย วา สมุทฺทํ ปกฺขนฺทตุ, ปพฺพตนฺตรํ วา ปวิสตุ, พุทฺธานํ กถาย ทฺวิธาภาโว นาม นตฺถิ, มยา วุตฺตฏฺฐาเนเยว โส ปถวึ ปวิสิสฺสตี’’ติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห –
๑๒๘. ‘‘น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ, น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส;
น วิชฺชตี โส ชคติปฺปเทโส, ยตฺถฏฺฐิตํ นปฺปสเหยฺย มจฺจู’’ติ.
ตตฺถ ยตฺถ ฐิตํ นปฺปสเหยฺย, มจฺจูติ ยสฺมึ ปเทเส ฐิตํ มรณํ นปฺปสเหยฺย นาภิภเวยฺย, เกสคฺคมตฺโตปิ ปถวิปฺปเทโส นตฺถิ. เสสํ ปุริมสทิสเมวาติ.
เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสูติ.
สตฺตเม ทิวเส สตฺถุ ภิกฺขาจารมคฺคสฺส นิรุทฺธเวลาย เหฏฺฐาปาสาเท สุปฺปพุทฺธสฺส มงฺคลสฺโส อุทฺทาโม หุตฺวา ตํ ตํ ภิตฺตึ ปหริ. โส อุปริ นิสินฺโนวสฺส สทฺทํ สุตฺวา ‘‘กิเมต’’นฺติ ปุจฺฉิ. ‘‘มงฺคลสฺโส อุทฺทาโม’’ติ. โส ปนสฺโส สุปฺปพุทฺธํ ทิสฺวาว สนฺนิสีทติ. อถ นํ โส คณฺหิตุกาโม หุตฺวา นิสินฺนฏฺฐานา อุฏฺฐาย ทฺวาราภิมุโข อโหสิ, ทฺวารานิ สยเมว วิวฏานิ, โสปานํ สกฏฺฐาเนเยว ฐิตํ. ทฺวาเร ฐิตา มลฺลา ตํ คีวายํ คเหตฺวา เหฏฺฐาภิมุขํ ขิปึสุ. เอเตนุปาเยน สตฺตสุปิ ตเลสุ ทฺวารานิ สยเมว วิวฏานิ, โสปานานิ ยถาฐาเน ฐิตานิ. ตตฺถ ตตฺถ มลฺลา ตํ คีวายเมว คเหตฺวา เหฏฺฐาภิมุขํ ขิปึสุ. อถ นํ เหฏฺฐาปาสาเท โสปานปาทมูลํ สมฺปตฺตเมว มหาปถวี วิวรมานา ภิชฺชิตฺวา สมฺปฏิจฺฉิ, โส คนฺตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺตีติ.
สุปฺปพุทฺธสกฺยวตฺถุ ทฺวาทสมํ.
ปาปวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตา.
นวโม วคฺโค.