๖. หตฺถกวตฺถุ

น มุณฺฑเกน สมโณติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต หตฺถกํ อารพฺภ กเถสิ.

โส กิร วาทกฺขิตฺโต ‘‘ตุเมฺห อสุกเวลาย อสุกฏฺฐานํ นาม อาคจฺเฉยฺยาถ, วาทํ กริสฺสามา’’ติ วตฺวา ปุเรตรเมว ตตฺถ คนฺตฺวา ‘‘ปสฺสถ, ติตฺถิยา มม ภเยน นาคตา, เอโสว ปน เนสํ ปราชโย’’ติอาทีนิ วตฺวา วาทกฺขิตฺโต อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรนฺโต วิจรติ. สตฺถา ‘‘หตฺถโก กิร เอวํ กโรตี’’ติ สุตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ‘‘สจฺจํ กิร ตฺวํ, หตฺถก, เอวํ กโรสี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘สจฺจ’’นฺติ วุตฺเต, ‘‘กสฺมา เอวํ กโรสิ? เอวรูปญฺหิ มุสาวาทํ กโรนฺโต สีสมุณฺฑนาทิมตฺเตเนว สมโณ นาม น โหติ. โย ปน อณูนิ วา ถูลานิ วา ปาปานิ สเมตฺวา ฐิโต, อยเมว สมโณ’’ติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ –

๒๖๔. ‘‘น มุณฺฑเกน สมโณ, อพฺพโต อลิกํ ภณํ;

อิจฺฉาโลภสมาปนฺโน, สมโณ กึ ภวิสฺสติ.

๒๖๕. ‘‘โย จ สเมติ ปาปานิ, อณุํ ถูลานิ สพฺพโส;

สมิตตฺตา หิ ปาปานํ, สมโณติ ปวุจฺจตี’’ติ.

ตตฺถ มุณฺฑเกนาติ สีสมุณฺฑนมตฺเตน. อพฺพโตติ สีลวเตน จ ธุตงฺควเตน จ วิรหิโต. อลิกํ ภณนฺติ มุสาวาทํ ภณนฺโต อสมฺปตฺเตสุ อารมฺมเณสุ อิจฺฉาย ปตฺเตสุ จ โลเภน สมนฺนาคโต สมโณ นาม กึ ภวิสฺสติ? สเมตีติ โย จ ปริตฺตานิ วา มหนฺตานิ วา ปาปานิ วูปสเมติ, โส เตสํ สมิตตฺตา สมโณติ ปวุจฺจตีติ อตฺโถ.

เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสูติ.

หตฺถกวตฺถุ ฉฏฺฐํ.