๔. ลกุณฺฑกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ
น เตน เถโร โส โหตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ลกุณฺฑกภทฺทิยตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ.
เอกทิวสญฺหิ ตสฺมึ เถเร สตฺถุ อุปฏฺฐานํ คนฺตฺวา ปกฺกนฺตมตฺเต ตึสมตฺตา อารญฺญิกา ภิกฺขู ตํ ปสฺสนฺตา เอว อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา นิสีทึสุ. สตฺถา เตสํ อรหตฺตูปนิสฺสยํ ทิสฺวา อิมํ ปญฺหํ ปุจฺฉิ – ‘‘อิโต คตํ เอกํ เถรํ ปสฺสถา’’ติ? ‘‘น ปสฺสาม, ภนฺเต’’ติ. ‘‘กึ นุ ทิฏฺโฐ โว’’ติ? ‘‘เอกํ, ภนฺเต, สามเณรํ ปสฺสิมฺหา’’ติ. ‘‘น โส, ภิกฺขเว, สามเณโร, เถโร เอว โส’’ติ? ‘‘อติวิย ขุทฺทโก, ภนฺเต’’ติ. ‘‘นาหํ, ภิกฺขเว, มหลฺลกภาเวน เถราสเน นิสินฺนมตฺตเกน เถโรติ วทามิ. โย ปน สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌิตฺวา มหาชนสฺส อหึสกภาเว ฐิโต, อยํ เถโร นามา’’ติ วตฺวา อิมา คาถา อภาสิ –
๒๖๐. ‘‘น เตน เถโร โส โหติ, เยนสฺส ปลิตํ สิโร;
ปริปกฺโก วโย ตสฺส, โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติ.
๒๖๑. ‘‘ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, อหึสา สํยโม ทโม;
ส เว วนฺตมโล ธีโร, เถโร อิติ ปวุจฺจตี’’ติ.
ตตฺถ ปริปกฺโกติ ปริณโต, วุฑฺฒภาวํ ปตฺโตติ อตฺโถ. โมฆชิณฺโณติ อนฺโต เถรกรานํ ธมฺมานํ อภาเวน ตุจฺฉชิณฺโณ นาม. ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จาติ ยมฺหิ ปน ปุคฺคเล โสฬสหากาเรหิ ปฏิวิทฺธตฺตา จตุพฺพิธํ สจฺจํ, ญาเณน สจฺฉิกตตฺตา นววิโธ โลกุตฺตรธมฺโม จ อตฺถิ. อหึสาติ อหึสนภาโว. เทสนามตฺตเมตํ, ยมฺหิ ปน จตุพฺพิธาปิ อปฺปมญฺญาภาวนา อตฺถีติ อตฺโถ. สํยโม ทโมติ สีลญฺเจว อินฺทฺริยสํวโร จ. วนฺตมโลติ มคฺคญาเณน นีหฏมโล. ธีโรติ ธิติสมฺปนฺโน. เถโรติ โส อิเมหิ ถิรภาวการเกหิ สมนฺนาคตตฺตา เถโรติ วุจฺจตีติ อตฺโถ.
เทสนาวสาเน เต ภิกฺขู อรหตฺเต ปติฏฺฐหึสูติ.
ลกุณฺฑกภทฺทิยตฺเถรวตฺถุ จตุตฺถํ.