๒. อุปนนฺทสกฺยปุตฺตตฺเถรวตฺถุ
อตฺตานเมว ปฐมนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ.
โส กิร เถโร ธมฺมกถํ กเถตุํ เฉโก. ตสฺส อปฺปิจฺฉตาทิปฏิสํยุตฺตํ ธมฺมกถํ สุตฺวา พหู ภิกฺขุ ตํ ติจีวเรหิ ปูเชตฺวา ธุตงฺคานิ สมาทิยึสุ. เตหิ วิสฺสฏฺฐปริกฺขาเร โสเยว คณฺหิ. โส เอกสฺมึ อนฺโตวสฺเส อุปกฏฺเฐ ชนปทํ อคมาสิ. อถ นํ เอกสฺมึ วิหาเร ทหรสามเณรา ธมฺมกถิกเปเมน, ‘‘ภนฺเต, อิธ วสฺสํ อุเปถา’’ติ วทึสุ. ‘‘อิธ กิตฺตกํ วสฺสาวาสิกํ ลพฺภตี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา เตหิ ‘‘เอเกโก สาฏโก’’ติ วุตฺเต ตตฺถ อุปาหนา ฐเปตฺวา อญฺญํ วิหารํ อคมาสิ. ทุติยํ วิหารํ คนฺตฺวา ‘‘อิธ กึ ลพฺภตี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘เทฺว สาฏกา’’ติ วุตฺเต กตฺตรยฏฺฐึ ฐเปสิ. ตติยํ วิหารํ คนฺตฺวา ‘‘อิธ กึ ลพฺภตี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘ตโย สาฏกา’’ติ วุตฺเต ตตฺถ อุทกตุมฺพํ ฐเปสิ. จตุตฺถํ วิหารํ คนฺตฺวา ‘‘อิธ กึ ลพฺภตี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘จตฺตาโร สาฏกา’’ติ วุตฺเต ‘‘สาธุ อิธ วสิสฺสามี’’ติ ตตฺถ วสฺสํ อุปคนฺตฺวา คหฏฺฐานญฺเจว ภิกฺขูนญฺจ ธมฺมกถํ กเถสิ. เต นํ พหูหิ วตฺเถหิ เจว จีวเรหิ จ ปูเชสุํ. โส วุฏฺฐวสฺโส อิตเรสุปิ วิหาเรสุ สาสนํ เปเสตฺวา ‘‘มยา ปริกฺขารสฺส ฐปิตตฺตา วสฺสาวาสิกํ ลทฺธพฺพํ, ตํ เม ปหิณนฺตู’’ติ สพฺพํ อาหราเปตฺวา ยานกํ ปูเรตฺวา ปายาสิ.
อเถกสฺมึ วิหาเร เทฺว ทหรภิกฺขู เทฺว สาฏเก เอกญฺจ กมฺพลํ ลภิตฺวา ‘‘ตุยฺหํ สาฏกา โหนฺตุ, มยฺหํ กมฺพโล’’ติ ภาเชตุํ อสกฺโกนฺตา มคฺคสมีเป นิสีทิตฺวา วิวทนฺติ. เต ตํ เถรํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา, ‘‘ภนฺเต, ตุเมฺห โน ภาเชตฺวา เทถา’’ติ วทึสุ. ตุเมฺหเยว ภาเชถาติ. น สกฺโกม, ภนฺเต, ตุเมฺหเยว โน ภาเชตฺวา เทถาติ. เตน หิ มม วจเน ฐสฺสถาติ. อาม, ฐสฺสามาติ. ‘‘เตน หิ สาธู’’ติ เตสํ เทฺว สาฏเก ทตฺวา ‘‘อยํ ธมฺมกถํ กเถนฺตานํ อมฺหากํ ปารุปนารโห’’ติ มหคฺฆํ กมฺพลํ อาทาย ปกฺกามิ. ทหรภิกฺขู วิปฺปฏิสาริโน หุตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสุํ. สตฺถา ‘‘น, ภิกฺขเว, อิทาเนว ตุมฺหากํ สนฺตกํ คเหตฺวา ตุเมฺห วิปฺปฏิสาริโน กโรติ, ปุพฺเพปิ อกาสิเยวา’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ –
อตีตสฺมึ อนุตีรจารี จ คมฺภีรจารี จาติ เทฺว อุทฺทา มหนฺตํ โรหิตมจฺฉํ ลภิตฺวา ‘‘มยฺหํ สีสํ โหตุ, ตว นงฺคุฏฺฐ’’นฺติ วิวาทาปนฺนา ภาเชตุํ อสกฺโกนฺตา เอกํ สิงฺคาลํ ทิสฺวา อาหํสุ – ‘‘มาตุล, อิมํ โน ภาเชตฺวา เทหี’’ติ. อหํ รญฺญา วินิจฺฉยฏฺฐาเน ฐปิโต, ตตฺถ จิรํ นิสีทิตฺวา ชงฺฆวิหารตฺถาย อาคโตมฺหิ, อิทานิ เม โอกาโส นตฺถีติ. มาตุล, มา เอวํ กโรถ, ภาเชตฺวา เอว โน เทถาติ. มม วจเน ฐสฺสถาติ. ฐสฺสาม, มาตุลาติ. ‘‘เตน หิ สาธู’’ติ โส สีสํ ฉินฺทิตฺวา เอกมนฺเต อกาสิ, นงฺคุฏฺฐํ เอกมนฺเต. กตฺวา จ ปน, ‘‘ตาตา, เยน โว อนุตีเร จริตํ, โส นงฺคุฏฺฐํ คณฺหาตุ. เยน คมฺภีเร จริตํ, ตสฺส สีสํ โหตุ. อยํ ปน มชฺฌิโม ขณฺโฑ มม วินิจฺฉยธมฺเม ฐิตสฺส ภวิสฺสตี’’ติ เต สญฺญาเปนฺโต –
‘‘อนุตีรจาริ นงฺคุฏฺฐํ, สีสํ คมฺภีรจาริโน;
อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ, ธมฺมฏฺฐสฺส ภวิสฺสตี’’ติ. (ชา. ๑.๗.๓๓) –
อิมํ คาถํ วตฺวา มชฺฌิมขณฺฑํ อาทาย ปกฺกามิ. เตปิ วิปฺปฏิสาริโน ตํ โอโลเกตฺวา อฏฺฐํสุ.
สตฺถา อิมํ อตีตํ ทสฺเสตฺวา ‘‘เอวเมส อตีเตปิ ตุเมฺห วิปฺปฏิสาริโน อกาสิเยวา’’ติ เต ภิกฺขู สญฺญาเปตฺวา อุปนนฺทํ ครหนฺโต, ‘‘ภิกฺขเว, ปรํ โอวทนฺเตน นาม ปฐมเมว อตฺตา ปติรูเป ปติฏฺฐาเปตพฺโพ’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –
๑๕๘. ‘‘อตฺตานเมว ปฐมํ, ปติรูเป นิเวสเย;
อถญฺญมนุสาเสยฺย, น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต’’ติ.
ตตฺถ ปติรูเป นิเวสเยติ อนุจฺฉวิเก คุเณ ปติฏฺฐาเปยฺย. อิทํ วุตฺตํ โหติ – โย อปฺปิจฺฉตาทิคุเณหิ วา อริยวํสปฏิปทาทีหิ วา ปรํ อนุสาสิตุกาโม, โส อตฺตานเมว ปฐมํ ตสฺมึ คุเณ ปติฏฺฐาเปยฺย. เอวํ ปติฏฺฐาเปตฺวา อถญฺญํ เตหิ คุเณหิ อนุสาเสยฺย. อตฺตานญฺหิ ตตฺถ อนิเวเสตฺวา เกวลํ ปรเมว อนุสาสมาโน ปรโต นินฺทํ ลภิตฺวา กิลิสฺสติ นาม, ตตฺถ อตฺตานํ นิเวเสตฺวา อนุสาสมาโน ปรโต ปสํสํ ลภติ, ตสฺมา น กิลิสฺสติ นาม. เอวํ กโรนฺโต ปณฺฑิโต น กิลิสฺเสยฺยาติ.
เทสนาวสาเน เต ภิกฺขู โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหึสุ, มหาชนสฺสาปิ สาตฺถิกา ธมฺมเทสนา อโหสีติ.
อุปนนฺทสกฺยปุตฺตตฺเถรวตฺถุ ทุติยํ.