๘. พหุภณฺฑิกภิกฺขุวตฺถุ

น นคฺคจริยาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต พหุภณฺฑิกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ.

สาวตฺถิวาสี กิเรโก กุฏุมฺพิโก ภริยาย กาลกตาย ปพฺพชิ. โส ปพฺพชนฺโต อตฺตโน ปริเวณญฺจ อคฺคิสาลญฺจ ภณฺฑคพฺภญฺจ กาเรตฺวา สพฺพมฺปิ ภณฺฑคพฺภํ สปฺปิมธุเตลาทีหิ ปูเรตฺวา ปพฺพชิ, ปพฺพชิตฺวา จ ปน อตฺตโน ทาเส ปกฺโกสาเปตฺวา ยถารุจิกํ อาหารํ ปจาเปตฺวา ภุญฺชติ. พหุภณฺโฑ จ พหุปริกฺขาโร จ อโหสิ. รตฺตึ อญฺญํ นิวาสนปารุปนํ โหติ, ทิวา อญฺญํ นิวาสนปารุปนํ โหติ, ทิวา อญฺญํ วิหารปจฺจนฺเต วสติ. ตสฺเสกทิวสํ จีวรปจฺจตฺถรณานิ สุกฺขาเปนฺตสฺส เสนาสนจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา ภิกฺขู ปสฺสิตฺวา ‘‘กสฺสิมานิ, อาวุโส’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘มยฺห’’นฺติ วุตฺเต, ‘‘อาวุโส, ภควตา ติจีวรานิ อนุญฺญาตานิ, ตฺวญฺจ ปน เอวํ อปฺปิจฺฉสฺส พุทฺธสฺส สาสเน ปพฺพชิตฺวา เอวํ พหุปริกฺขาโร ชาโต’’ติ ตํ สตฺถุ สนฺติกํ เนตฺวา, ‘‘ภนฺเต, อยํ ภิกฺขุ อติพหุภณฺโฑ’’ติ อาโรเจสุํ. สตฺถา ‘‘สจฺจํ กิร ตํ ภิกฺขู’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘สจฺจํ, ภนฺเต’’ติ วุตฺเต อาห – ‘‘กสฺมา ปน ตฺวํ, ภิกฺขุ, มยา อปฺปิจฺฉตาย ธมฺเม เทสิเต เอวํ พหุภณฺโฑ ชาโต’’ติ. โส ตาวตฺตเกเนว กุปิโต ‘‘อิมินา ทานิ นีหาเรน จริสฺสามี’’ติ ปารุปนํ ฉฑฺเฑตฺวา ปริสมชฺเฌ เอกจีวโร อฏฺฐาสิ. อถ นํ สตฺถา อุปตฺถมฺภยมาโน นนุ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ หิโรตฺตปฺปคเวสโก ทกรกฺขสกาเลปิ หิโรตฺตปฺปํ คเวสมาโน ทฺวาทส วสฺสานิ วิหาสิ, กสฺมา อิทานิ เอวํ ครุเก พุทฺธสาสเน ปพฺพชิตฺวา จตุปริสมชฺเฌ ปารุปนํ ฉฑฺเฑตฺวา หิโรตฺตปฺปํ ปหาย ฐิโตสีติ. โส สตฺถุ วจนํ สุตฺวา หิโรตฺตปฺปํ ปจฺจุปฏฺฐาเปตฺวา ตํ จีวรํ ปารุปิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ. ภิกฺขู ตสฺส อตฺถสฺส อาวิภาวตฺถํ ภควนฺตํ ยาจึสุ. ภควา อตีตํ อาหริตฺวา กเถสิ –

อตีเต กิร พาราณสิรญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ โพธิสตฺโต ปฏิสนฺธึ คณฺหิ. ตสฺส นามคฺคหณทิวเส มหึสกุมาโรติ นามํ กรึสุ. ตสฺส กนิฏฺฐภาตา จนฺทกุมาโร นาม อโหสิ. เตสํ มาตริ กาลกตาย ราชา อญฺญํ อคฺคมเหสิฏฺฐาเน ฐเปสิ. สาปิ ปุตฺตํ วิชายิ, สูริยกุมาโรติสฺส นามํ กรึสุ. ตํ ทิสฺวา ราชา ตุฏฺโฐ ‘‘ปุตฺตสฺส เต วรํ ทมฺมี’’ติ อาห. สาปิ โข, ‘‘เทว, อิจฺฉิตกาเล คณฺหิสฺสามี’’ติ วตฺวา ปุตฺตสฺส วยปฺปตฺตกาเล ราชานํ อาห – ‘‘เทเวน มยฺหํ ปุตฺตสฺส ชาตกาเล วโร ทินฺโน, อิทานิ เม ปุตฺตสฺส รชฺชํ เทหี’’ติ. ราชา ‘‘มม เทฺว ปุตฺตา อคฺคิกฺขนฺธา วิย ชลนฺตา วิจรนฺติ, น สกฺกา ตสฺส รชฺชํ ทาตุ’’นฺติ ปฏิกฺขิปิตฺวาปิ ตํ ปุนปฺปุนํ ยาจมานเมว ทิสฺวา ‘‘อยํ เม ปุตฺตานํ อนตฺถมฺปิ กเรยฺยา’’ติ ปุตฺเต ปกฺโกสาเปตฺวา, ‘‘ตาตา, อหํ สูริยกุมารสฺส ชาตกาเล วรํ อทาสึ, อิทานิสฺส มาตา รชฺชํ ยาจติ, อหํ ตสฺส น ทาตุกาโม, ตสฺส มาตา ตุมฺหากํ อนตฺถมฺปิ กเรยฺย, คจฺฉถ ตุเมฺห, อรญฺเญ วสิตฺวา มมจฺจเยนาคนฺตฺวา รชฺชํ คณฺหถา’’ติ อุยฺโยเชสิ. เต ปิตรํ วนฺทิตฺวา ปาสาทา โอตรนฺเต ราชงฺคเณ กีฬมาโน สูริยกุมาโร ทิสฺวา ตํ การณํ ญตฺวา เตหิ สทฺธึ นิกฺขมิ. เตสํ หิมวนฺตํ ปวิฏฺฐกาเล โพธิสตฺโต มคฺคา โอกฺกมฺม อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล นิสีทิตฺวา สูริยกุมารํ อาห – ‘‘ตาต, เอตํ สรํ คนฺตฺวา นฺหตฺวา จ ปิวิตฺวา จ อมฺหากมฺปิ ปทุมินิปณฺเณหิ อุทกํ อาหรา’’ติ. โส ปน สโร เวสฺสวณฺณสฺส สนฺติกา เอเกน ทกรกฺขเสน ลทฺโธ โหติ. เวสฺสวณฺโณ จ ตํ อาห – ‘‘ฐเปตฺวา เทวธมฺมชานนเก เย จ อญฺเญ อิมํ สรํ โอตรนฺติ, เต ขาทิตุํ ลภสี’’ติ. ตโต ปฏฺฐาย โส ตํ สรํ โอติณฺโณติณฺเณ เทวธมฺเม ปุจฺฉิตฺวา อชานนฺเต ขาทติ, สูริยกุมาโรปิ ตํ สรํ อวีมํสิตฺวาว โอตริ, เตน จ ‘‘เทวธมฺเม ชานาสี’’ติ ปุจฺฉิโต ‘‘เทวธมฺมา นาม จนฺทิมสูริยา’’ติ อาห. อถ นํ ‘‘ตฺวํ เทวธมฺเม น ชานาสี’’ติ อุทกํ ปเวเสตฺวา อตฺตโน ภวเน ฐเปสิ. โพธิสตฺโตปิ ตํ จิรายนฺตํ ทิสฺวา จนฺทกุมารํ เปเสสิ. โสปิ เตน ‘‘เทวธมฺเม ชานาสี’’ติ ปุจฺฉิโต ‘‘เทวธมฺมา นาม จตสฺโส ทิสา’’ติ อาห. ทกรกฺขโส ตมฺปิ อุทกํ ปเวเสตฺวา ตตฺเถว ฐเปสิ.

โพธิสตฺโต ตสฺมิมฺปิ จิรายนฺเต ‘‘อนฺตราเยน ภวิตพฺพ’’นฺติ สยํ คนฺตฺวา ทฺวินฺนมฺปิ โอตรณปทํเยว ทิสฺวา ‘‘อยํ สโร รกฺขสปริคฺคหิโต’’ติ ญตฺวา ขคฺคํ สนฺนยฺหิตฺวา ธนุํ คเหตฺวา อฏฺฐาสิ. รกฺขโส ตํ อโนตรนฺตํ ทิสฺวา วนกมฺมิกปุริสเวเสนาคนฺตฺวา อาห – ‘‘โภ ปุริส, ตฺวํ มคฺคกิลนฺโต, กสฺมา อิมํ สรํ โอตริตฺวา นฺหตฺวา จ ปิวิตฺวา จ ภิสมุลาลํ ขาทิตฺวา ปุปฺผานิ ปิลนฺธิตฺวา น คจฺฉสี’’ติ. โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวาว ‘‘เอส โส ยกฺโข’’ติ ญตฺวา ‘‘ตยา เม ภาตโร คหิตา’’ติ อาห. อาม, มยา คหิตาติ. กึ การณาติ? อหํ อิมํ สรํ โอติณฺโณติณฺเณ ลภามีติ. กึ ปน สพฺเพว ลภสีติ? เทวธมฺมชานนเก ฐเปตฺวา อวเสเส ลภามีติ. อตฺถิ ปน เต เทวธมฺเมหิ อตฺโถติ? อาม, อตฺถีติ. อหํ กเถสฺสามีติ. เตน หิ กเถหีติ. น สกฺกา กิลิฏฺเฐน คตฺเตน กเถตุนฺติ. ยกฺโข โพธิสตฺตํ นฺหาเปตฺวา ปานียํ ปาเยตฺวา อลงฺกริตฺวา อลงฺกตมณฺฑปมชฺเฌ ปลฺลงฺกํ อาโรเปตฺวา สยมสฺส ปาทมูเล นิสีทิ. อถ นํ โพธิสตฺโต ‘‘สกฺกจฺจํ สุณาหี’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –

‘‘หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา, สุกฺกธมฺมสมาหิตา;

สนฺโต สปฺปุริสา โลเก, เทวธมฺมาติ วุจฺจเร’’ติ. (ชา. ๑.๑.๖);

ยกฺโข อิมํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปสนฺโน โพธิสตฺตํ อาห – ‘‘ปณฺฑิต, อหํ เต ปสนฺโน, เอกํ ภาตรํ ทมฺมิ, กตรํ อาเนมี’’ติ? ‘‘กนิฏฺฐํ อาเนหี’’ติ. ปณฺฑิต, ตฺวํ เกวลํ เทวธมฺเม ชานาสิเยว, น ปน เตสุ วตฺตสีติ. กึ การณาติ? ยสฺมา เชฏฺฐํ ฐเปตฺวา กนิฏฺฐํ อาหราเปนฺโต เชฏฺฐาปจายิกกมฺมํ น กโรสีติ, เทวธมฺเม จาหํ ยกฺข ชานามิ, เตสุ จ วตฺตามิ. มยญฺหิ เอตํ นิสฺสาย อิมํ อรญฺญํ ปวิฏฺฐา. เอตสฺส หิ อตฺถาย อมฺหากํ ปิตรํ เอตสฺส มาตา รชฺชํ ยาจิ, อมฺหากํ ปน ปิตา ตํ วรํ อทตฺวา อมฺหากํ อนุรกฺขณตฺถาย อรญฺเญ วาสํ อนุชานิ, โส กุมาโร อนิวตฺติตฺวา อเมฺหหิ สทฺธึ อาคโต. ‘‘ตํ อรญฺเญ เอโก ยกฺโข ขาที’’ติ วุตฺเตปิ น โกจิ สทฺทหิสฺสติ. เตนาหํ ครหภยภีโต ตเมวาหราเปมีติ. ยกฺโข โพธิสตฺตสฺส ปสีทิตฺวา ‘‘สาธุ ปณฺฑิต, ตฺวเมว เทวธมฺเม ชานาสิ, เทวธมฺเมสุ จ วตฺตสี’’ติ เทฺว ภาตโร อาเนตฺวา อทาสิ. อถ นํ โพธิสตฺโต ยกฺขภาเว อาทีนวํ กเถตฺวา ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปสิ. โส เตน สุสํวิหิตารกฺโข ตสฺมึ อรญฺเญ วสิตฺวา ปิตริ กาลกเต ยกฺขํ อาทาย พาราณสึ คนฺตฺวา รชฺชํ คเหตฺวา จนฺทกุมารสฺส อุปรชฺชํ, สูริยกุมารสฺส เสนาปติฏฺฐานํ ทตฺวา ยกฺขสฺส รมณีเย ฐาเน อายตนํ การาเปตฺวา ยถา โส ลาภคฺคปฺปตฺโต โหติ, ตถา อกาสิ.

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ‘‘ตทา รกฺขโส พหุภณฺฑิกภิกฺขุ อโหสิ, สูริยกุมาโร อานนฺโท, จนฺทกุมาโร สาริปุตฺโต, มหึสกุมาโร ปน อหเมวา’’ติ. เอวํ สตฺถา ชาตกํ กเถตฺวา ‘‘เอวํ ตฺวํ, ภิกฺขุ, ปุพฺเพ เทวธมฺเม คเวสมาโน หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺโน วิจริตฺวา อิทานิ จตุปริสมชฺเฌ อิมินา นีหาเรน ฐตฺวา มม ปุรโต ‘อปฺปิจฺโฉมฺหี’ติ วทนฺโต อยุตฺตํ อกาสิ. น หิ สาฏกปฏิกฺเขปาทิมตฺเตน สมโณ นาม โหตี’’ติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห –

๑๔๑. ‘‘น นคฺคจริยา น ชฏา น ปงฺกา, นานาสกา ถณฺฑิลสายิกา วา;

รโชชลฺลํ อุกฺกุฏิกปฺปธานํ, โสเธนฺติ มจฺจํ อวิติณฺณกงฺข’’นฺติ.

ตตฺถ นานาสกาติ น อนสกา, ภตฺตปฏิกฺเขปกาติ อตฺโถ. ถณฺฑิลสายิกาติ ภูมิสยนา. รโชชลฺลนฺติ กทฺทมเลปนากาเรน สรีเร สนฺนิหิตรโช. อุกฺกุฏิกปฺปธานนฺติ อุกฺกุฏิกภาเวน อารทฺธวีริยํ. อิทํ วุตฺตํ โหติ – โย หิ มจฺโจ ‘‘เอวํ อหํ โลกนิสฺสรณสงฺขาตํ สุทฺธึ ปาปุณิสฺสามี’’ติ อิเมสุ นคฺคจริยาทีสุ ยํ กิญฺจิ สมาทาย วตฺเตยฺย, โส เกวลํ มิจฺฉาทสฺสนญฺเจว วฑฺเฒยฺย, กิลมถสฺส จ ภาคี อสฺส. น หิ เอตานิ สุสมาทินฺนานิปิ อฏฺฐวตฺถุกาย กงฺขาย อวิติณฺณภาเวน อวิติณฺณกงฺขํ มจฺจํ โสเธนฺตีติ.

เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสูติ.

พหุภณฺฑิกภิกฺขุวตฺถุ อฏฺฐมํ.