๓. อญฺญตรอุกฺกณฺฐิตภิกฺขุวตฺถุ

สุทุทฺทสนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต อญฺญตรํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ.

สตฺถริ กิร สาวตฺถิยํ วิหรนฺเต เอโก เสฏฺฐิปุตฺโต อตฺตโน กุลูปคตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา, ‘‘ภนฺเต, อหํ ทุกฺขา มุจฺจิตุกาโม, เอกํ เม ทุกฺขโต มุจฺจนการณํ กเถถา’’ติ อาห. ‘‘สาธาวุโส, สเจสิ ทุกฺขา มุจฺจิตุกาโม, สลากภตฺตํ เทหิ, ปกฺขิกภตฺตํ เทหิ, วสฺสาวาสิกํ เทหิ, จีวราทโย ปจฺจเย เทหิ, อตฺตโน สาปเตยฺยํ ตโย โกฏฺฐาเส กตฺวา เอเกน กมฺมนฺตํ ปโยเชหิ, เอเกน ปุตฺตทารํ โปเสหิ, เอกํ พุทฺธสาสเน เทหี’’ติ อาห. โส ‘‘สาธุ, ภนฺเต’’ติ วุตฺตปฏิปาฏิยา สพฺพํ กตฺวา ปุน เถรํ ปุจฺฉิ – ‘‘ตโต อุตฺตรึ อญฺญํ กึ กโรมิ, ภนฺเต’’ติ? ‘‘อาวุโส, ตีณิ สรณานิ คณฺห, ปญฺจ สีลานิ คณฺหาหี’’ติ. ตานิปิ ปฏิคฺคเหตฺวา ตโต อุตฺตรึ ปุจฺฉิ. ‘‘เตน หิ ทส สีลานิ คณฺหาหี’’ติ. ‘‘สาธุ, ภนฺเต’’ติ คณฺหิ. โส เอวํ อนุปุพฺเพน ปุญฺญกมฺมสฺส กตตฺตา อนุปุพฺพเสฏฺฐิปุตฺโต นาม ชาโต. ตโต ‘‘อุตฺตริมฺปิ กตฺตพฺพํ อตฺถิ, ภนฺเต’’ติ ปุน ปุจฺฉิตฺวา, ‘‘เตน หิ ปพฺพชาหี’’ติ วุตฺโต นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิ. ตสฺเสโก อาภิธมฺมิกภิกฺขุ อาจริโย อโหสิ. เอโก วินยธโร อุปชฺฌาโย. ตสฺส ลทฺธูปสมฺปทสฺส อาจริโย อตฺตโน สนฺติกํ อาคตกาเล อภิธมฺเม ปญฺหํ กเถสิ – ‘‘พุทฺธสาสเน นาม อิทํ กาตุํ วฏฺฏติ, อิทํ น วฏฺฏตี’’ติ. อุปชฺฌาโยปิสฺส อตฺตโน สนฺติกํ อาคตกาเล วินเย ปญฺหํ กเถสิ – ‘‘พุทฺธสาสเน นาม อิทํ กาตุํ วฏฺฏติ, อิทํ น วฏฺฏติ, อิทํ กปฺปติ, อิทํ น กปฺปตี’’ติ. โส จินฺเตสิ – ‘‘อโห ภาริยํ อิทํ กมฺมํ, อหํ ทุกฺขา มุจฺจิตุกาโม ปพฺพชิโต, อิธ จ มม หตฺถปสารณฏฺฐานมฺปิ น ปญฺญายติ, เคเห ฐตฺวาว ทุกฺขา มุจฺจิตุํ สกฺกา, มยา คิหินา ภวิตุํ วฏฺฏตี’’ติ. โส ตโต ปฏฺฐาย อุกฺกณฺฐิโต อนภิรโต ทฺวตฺตึสากาเร สชฺฌายํ น กโรติ, อุทฺเทสํ น คณฺหาติ, กิโส ลูโข ธมนิสนฺถตคตฺโต อาลสฺสิยาภิภูโต กจฺฉุปริกิณฺโณ อโหสิ.

อถ นํ ทหรสามเณรา, ‘‘อาวุโส, กึ ตฺวํ ฐิตฏฺฐาเน ฐิโตว นิสินฺนฏฺฐาเน นิสินฺโนว อโหสิ, ปณฺฑุโรคาภิภูโต กิโส ลูโข ธมนิสนฺถตคตฺโต อาลสฺสิยาภิภูโต กจฺฉุปริกิณฺโณ, กึ เต กต’’นฺติ ปุจฺฉึสุ. ‘‘อุกฺกณฺฐิโตมฺหิ, อาวุโส’’ติ. ‘‘กึ การณา’’ติ? โส ตํ ปวตฺตึ อาโรเจสิ. เต ตสฺส อาจริยุปชฺฌายานํ อาจิกฺขึสุ. อาจริยุปชฺฌายา ตํ อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ อคมํสุ. สตฺถา ‘‘กึ, ภิกฺขเว, อาคตตฺถา’’ติ อาห. ‘‘ภนฺเต, อยํ ภิกฺขุ ตุมฺหากํ สาสเน อุกฺกณฺฐิโต’’ติ. ‘‘เอวํ กิร ภิกฺขู’’ติ. ‘‘อาม, ภนฺเต’’ติ. ‘‘กึ การณา’’ติ? ‘‘อหํ, ภนฺเต, ทุกฺขา มุจฺจิตุกาโมว ปพฺพชิโต, ตสฺส เม อาจริโย อภิธมฺมกถํ กเถสิ, อุปชฺฌาโย วินยกถํ กเถสิ, สฺวาหํ ‘อิธ เม หตฺถปสารณฏฺฐานมฺปิ นตฺถิ, คิหินา หุตฺวา สกฺกา ทุกฺขา มุจฺจิตุํ, คิหิ ภวิสฺสามี’ติ สนฺนิฏฺฐานมกาสึ, ภนฺเต’’ติ. ‘‘สเจ ตฺวํ, ภิกฺขุ, เอกเมว รกฺขิตุํ สกฺขิสฺสสิ, อวเสสานํ รกฺขนกิจฺจํ นตฺถี’’ติ. ‘‘กึ, ภนฺเต’’ติ? ‘‘ตว จิตฺตเมว รกฺขิตุํ สกฺขิสฺสสี’’ติ. ‘‘สกฺขิสฺสามิ, ภนฺเต’’ติ. ‘‘เตน หิ อตฺตโน จิตฺตเมว รกฺขาหิ, สกฺกา ทุกฺขา มุจฺจิตุ’’นฺติ อิมํ โอวาทํ ทตฺวา อิมํ คาถมาห –

๓๖. ‘‘สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ, ยตฺถกามนิปาตินํ;

จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี, จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวห’’นฺติ.

ตตฺถ สุทุทฺทสนฺติ สุฏฺฐุ ทุทฺทสํ. สุนิปุณนฺติ สุฏฺฐุ นิปุณํ ปรมสณฺหํ. ยตฺถกามนิปาตินนฺติ ชาติอาทีนิ อโนโลเกตฺวา ลภิตพฺพาลภิตพฺพยุตฺตายุตฺตฏฺฐาเนสุ ยตฺถ กตฺถจิ นิปตนสีลํ. จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวีติ อนฺธพาโล ทุมฺเมโธ อตฺตโน จิตฺตํ รกฺขิตุํ สมตฺโถ นาม นตฺถิ, จิตฺตวสิโก หุตฺวา อนยพฺยสนํ ปาปุณาติ. เมธาวี ปน ปณฺฑิโตว จิตฺตํ รกฺขิตุํ สกฺโกติ, ตสฺมา ตฺวมฺปิ จิตฺตเมว โคเปหิ. อิทญฺหิ จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ มคฺคผลนิพฺพานสุขานิ อาวหตีติ.

เทสนาปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผลํ ปาปุณิ, อญฺเญปิ พหู โสตาปนฺนาทโย อเหสุํ, เทสนา มหาชนสฺส สาตฺถิกา อโหสีติ.

อญฺญตรอุกฺกณฺฐิตภิกฺขุวตฺถุ ตติยํ.