๑๑. ธมฺมิกอุปาสกวตฺถุ
อิธ โมทตีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ธมฺมิกอุปาสกํ อารพฺภ กเถสิ.
สาวตฺถิยํ กิร ปญฺจสตา ธมฺมิกอุปาสกา นาม อเหสุํ. เตสุ เอเกกสฺส ปญฺจ ปญฺจ อุปาสกสตานิ ปริวารา. โย เตสํ เชฏฺฐโก, ตสฺส สตฺต ปุตฺตา สตฺต ธีตโร. เตสุ เอเกกสฺส เอเกกา สลากยาคุ สลากภตฺตํ ปกฺขิกภตฺตํ นิมนฺตนภตฺตํ อุโปสถิกภตฺตํ อาคนฺตุกภตฺตํ สงฺฆภตฺตํ วสฺสาวาสิกํ อโหสิ. เตปิ สพฺเพว อนุชาตปุตฺตา นาม อเหสุํ. อิติ จุทฺทสนฺนํ ปุตฺตานํ ภริยาย อุปาสกสฺสาติ โสฬส สลากยาคุอาทีนิ ปวตฺตนฺติ. อิติ โส สปุตฺตทาโร สีลวา กลฺยาณธมฺโม ทานสํวิภาครโต อโหสิ. อถสฺส อปรภาเค โรโค อุปฺปชฺชิ, อายุสงฺขาโร ปริหายิ. โส ธมฺมํ โสตุกาโม ‘‘อฏฺฐ วา เม โสฬส วา ภิกฺขู เปเสถา’’ติ สตฺถุ สนฺติกํ ปหิณิ. สตฺถา เปเสสิ. เต คนฺตฺวา ตสฺส มญฺจํ ปริวาเรตฺวา ปญฺญตฺเตสุ อาสเนสุ นิสินฺนา. ‘‘ภนฺเต, อยฺยานํ เม ทสฺสนํ ทุลฺลภํ ภวิสฺสติ, ทุพฺพโลมฺหิ, เอกํ เม สุตฺตํ สชฺฌายถา’’ติ วุตฺเต ‘‘กตรํ สุตฺตํ โสตุกาโม อุปาสกา’’ติ? ‘‘สพฺพพุทฺธานํ อวิชหิตํ สติปฏฺฐานสุตฺต’’นฺติ วุตฺเต – ‘‘เอกายโน อยํ, ภิกฺขเว, มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา’’ติ (ที. นิ. ๒.๓๗๓; ม. นิ. ๑.๑๐๖) สุตฺตนฺตํ ปฏฺฐเปสุํ. ตสฺมึ ขเณ ฉหิ เทวโลเกหิ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิตา สหสฺสสินฺธวยุตฺตา ทิยฑฺฒโยชนสติกา ฉ รถา อาคมึสุ. เตสุ ฐิตา เทวตา ‘‘อมฺหากํ เทวโลกํ เนสฺสาม, อมฺหากํ เทวโลกํ เนสฺสาม, อมฺโภ มตฺติกภาชนํ ภินฺทิตฺวา สุวณฺณภาชนํ คณฺหนฺโต วิย อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมิตุํ อิธ นิพฺพตฺตาหิ, อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมิตุํ อิธ นิพฺพตฺตาหี’’ติ วทึสุ. อุปาสโก ธมฺมสฺสวนนฺตรายํ อนิจฺฉนฺโต – ‘‘อาคเมถ อาคเมถา’’ติ อาห. ภิกฺขู ‘‘อเมฺห วาเรตี’’ติ สญฺญาย ตุณฺหี อเหสุํ.
อถสฺส ปุตฺตธีตโร ‘‘อมฺหากํ ปิตา ปุพฺเพ ธมฺมสฺสวเนน อติตฺโต อโหสิ, อิทานิ ปน ภิกฺขู ปกฺโกสาเปตฺวา สชฺฌายํ กาเรตฺวา สยเมว วาเรติ, มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถี’’ติ วิรวึสุ. ภิกฺขู ‘‘อิทานิ อโนกาโส’’ติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ. อุปาสโก โถกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลภิตฺวา ปุตฺเต ปุจฺฉิ – ‘‘กสฺมา กนฺทถา’’ติ? ‘‘ตาต, ตุเมฺห ภิกฺขู ปกฺโกสาเปตฺวา ธมฺมํ สุณนฺตา สยเมว วารยิตฺถ, อถ มยํ ‘มรณสฺส อภายนกสตฺโต นาม นตฺถี’ติ กนฺทิมฺหา’’ติ. ‘‘อยฺยา ปน กุหิ’’นฺติ? ‘‘‘อโนกาโส’ติ อุฏฺฐายาสนา ปกฺกนฺตา, ตาตา’’ติ. ‘‘นาหํ, อยฺเยหิ สทฺธึ กเถมี’’ติ วุตฺเต ‘‘อถ เกน สทฺธึ กเถถา’’ติ. ‘‘ฉหิ เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาทาย อากาเส ฐตฺวา ‘อมฺหาหิ เทวโลเก อภิรม, อมฺหากํ เทวโลเก อภิรมา’ติ สทฺทํ กโรนฺติ, ตาหิ สทฺธึ กเถมี’’ติ. ‘‘กุหึ, ตาต, รถา, น มยํ ปสฺสามา’’ติ? ‘‘อตฺถิ ปน มยฺหํ คนฺถิตานิ ปุปฺผานี’’ติ? ‘‘อตฺถิ, ตาตา’’ติ. ‘‘กตโร เทวโลโก รมณีโย’’ติ? ‘‘สพฺพโพธิสตฺตานํ พุทฺธมาตาปิตูนญฺจ วสิตฏฺฐานํ ตุสิตภวนํ รมณียํ, ตาตา’’ติ. ‘‘เตน หิ ‘ตุสิตภวนโต อาคตรเถ ลคฺคตู’ติ ปุปฺผทามํ ขิปถา’’ติ. เต ขิปึสุ. ตํ รถธุเร ลคฺคิตฺวา อากาเส โอลมฺพิ. มหาชโน ตเทว ปสฺสติ, รถํ น ปสฺสติ. อุปาสโก ‘‘ปสฺสเถตํ ปุปฺผทาม’’นฺติ วตฺวา, ‘‘อาม, ปสฺสามา’’ติ วุตฺเต – ‘‘เอตํ ตุสิตภวนโต อาคตรเถ โอลมฺพติ, อหํ ตุสิตภวนํ คจฺฉามิ, ตุเมฺห มา จินฺตยิตฺถ, มม สนฺติเก นิพฺพตฺติตุกามา หุตฺวา มยา กตนิยาเมเนว ปุญฺญานิ กโรถา’’ติ วตฺวา กาลํ กตฺวา รเถ ปติฏฺฐาสิ.
ตาวเทวสฺส ติคาวุตปฺปมาโณ สฏฺฐิสกฏภาราลงฺการปฏิมณฺฑิโต อตฺตภาโว นิพฺพตฺติ, อจฺฉราสหสฺสํ ปริวาเรสิ, ปญฺจวีสติโยชนิกํ กนกวิมานํ ปาตุรโหสิ. เตปิ ภิกฺขู วิหารํ อนุปฺปตฺเต สตฺถา ปุจฺฉิ – ‘‘สุตา, ภิกฺขเว, อุปาสเกน ธมฺมเทสนา’’ติ? ‘‘อาม, ภนฺเต, อนฺตราเยว ปน ‘อาคเมถา’ติ วาเรสิ. อถสฺส ปุตฺตธีตโร กนฺทึสุ. มยํ ‘อิทานิ อโนกาโส’ติ อุฏฺฐายาสนา นิกฺขนฺตา’’ติ. ‘‘น โส, ภิกฺขเว, ตุเมฺหหิ สทฺธึ กเถสิ, ฉหิ เทวโลเกหิ เทวตา ฉ รเถ อลงฺกริตฺวา อาหริตฺวา ตํ อุปาสกํ ปกฺโกสึสุ. โส ธมฺมเทสนาย อนฺตรายํ อนิจฺฉนฺโต ตาหิ สทฺธึ กเถสี’’ติ. ‘‘เอวํ, ภนฺเต’’ติ. ‘‘เอวํ, ภิกฺขเว’’ติ. ‘‘อิทานิ กุหึ นิพฺพตฺโต’’ติ? ‘‘ตุสิตภวเน, ภิกฺขเว’’ติ. ‘‘ภนฺเต, อิทานิ อิธ ญาติมชฺเฌ โมทมาโน วิจริตฺวา อิทาเนว คนฺตฺวา ปุน โมทนฏฺฐาเนเยว นิพฺพตฺโต’’ติ. ‘‘อาม, ภิกฺขเว, อปฺปมตฺตา หิ คหฏฺฐา วา ปพฺพชิตา วา สพฺพตฺถ โมทนฺติเยวา’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –
๑๖. ‘‘อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ,
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ;
โส โมทติ โส ปโมทติ,
ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน’’ติ.
ตตฺถ กตปุญฺโญติ นานปฺปการสฺส กุสลสฺส การโก ปุคฺคโล ‘‘อกตํ วต เม ปาปํ, กตํ เม กลฺยาณ’’นฺติ อิธ กมฺมโมทเนน, เปจฺจ วิปากโมทเนน โมทติ. เอวํ อุภยตฺถ โมทติ นาม. กมฺมวิสุทฺธินฺติ ธมฺมิกอุปาสโกปิ อตฺตโน กมฺมวิสุทฺธึ ปุญฺญกมฺมสมฺปตฺตึ ทิสฺวา กาลกิริยโต ปุพฺเพ อิธโลเกปิ โมทติ, กาลํ กตฺวา อิทานิ ปรโลเกปิ อติโมทติเยวาติ.
คาถาปริโยสาเน พหู โสตาปนฺนาทโย อเหสุํ มหาชนสฺส สาตฺถิกา ธมฺมเทสนา ชาตาติ.
ธมฺมิกอุปาสกวตฺถุ เอกาทสมํ.