๙. ธมฺมจกฺกิกตฺเถรอปทานวณฺณนา
สิทฺธตฺถสฺส ภควโตติอาทิกํ อายสฺมโต ธมฺมจกฺกิกตฺเถรสฺส อปทานํ. อยมฺปิ ปุริมพุทฺเธสุ กตาธิกาโร ตตฺถ ตตฺถ ภเว วิวฏฺฏูปนิสฺสยานิ ปุญฺญานิ อุปจินนฺโต สิทฺธตฺถสฺส ภควโต กาเล เอกสฺมึ กุลเคเห นิพฺพตฺโต วุทฺธิปฺปตฺโต ปุตฺตทาเรหิ วฑฺฒิโต วิภวสมฺปนฺโน มหาโภโค, โส รตนตฺตเย ปสนฺโน สทฺธาชาโต ธมฺมสภายํ ธมฺมาสนสฺส ปิฏฺฐิโต รตนมยํ ธมฺมจกฺกํ กาเรตฺวา ปูเชสิ. โส เตน ปุญฺญกมฺเมน เทวมนุสฺเสสุ นิพฺพตฺตฏฺฐาเนสุ สกฺกสมฺปตฺตึ จกฺกวตฺติสมฺปตฺติญฺจ อนุภวิตฺวา กเมน อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท เอกสฺมึ กุลเคเห อุปฺปนฺโน วิภวสมฺปนฺโน สญฺชาตสทฺโธ ปพฺพชิตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา นจิรสฺเสว อรหตฺตํ ปตฺวา ปุพฺเพ กตกุสลนามสทิสนาเมน ธมฺมจกฺกิกตฺเถโรติ ปากโฏ ชาโต อโหสิ.
๑๐๒. โส ปุญฺญสมฺภารานุรูเปน ปตฺตอรหตฺตผโล อตฺตโน ปุพฺพกมฺมํ สริตฺวา ชาตโสมนสฺโส ปุพฺพจริตาปทานํ ปกาเสนฺโต สิทฺธตฺถสฺส ภควโตติอาทิมาห. สีหาสนสฺส สมฺมุขาติ สีหสฺส ภควโต นิสินฺนสฺส สมฺมุขา พุทฺธาสนสฺส อภิมุขฏฺฐาเนติ อตฺโถ, ธมฺมจกฺกํ เม ฐปิตนฺติ มยา ธมฺมจกฺกากาเรน อุภโต สีหรูปํ ทสฺเสตฺวา มชฺเฌ อาทาสสทิสํ กาเรตฺวา กตํ ธมฺมจกฺกํ ฐปิตํ ปูชิตํ. กึ ภูตํ? วิญฺญูหิ เมธาวีหิ ‘‘อตีว สุนฺทร’’นฺติ วณฺณิตํ โถมิตํ สุกตํ ธมฺมจกฺกนฺติ สมฺพนฺโธ.
๑๐๓. จารุวณฺโณว โสภามีติ สุวณฺณวณฺโณ อิว โสภามิ วิโรจามีติ อตฺโถ. ‘‘จตุวณฺเณหิ โสภามี’’ติปิ ปาโฐ, ตสฺส ขตฺติยพฺราหฺมณเวสฺสสุทฺทชาติสงฺขาเตหิ จตูหิ วณฺเณหิ โสภามิ วิโรจามีติ อตฺโถ. สโยคฺคพลวาหโนติ สุวณฺณสิวิกาทีหิ โยคฺเคหิ จ เสนาปติมหามตฺตาทีหิ เสวเกหิ พเลหิ จ หตฺถิอสฺสรถสงฺขาเตหิ วาหเนหิ จ สหิโตติ อตฺโถ. พหุชฺชนา พหโว มนุสฺสา อนุยนฺตา มมานุวตฺตนฺตา นิจฺจํ นิจฺจกาลํ ปริวาเรนฺตีติ สมฺพนฺโธ. เสสํ สุวิญฺเญยฺยเมวาติ.
ธมฺมจกฺกิกตฺเถรอปทานวณฺณนา สมตฺตา.