๔. กาฬุทายิตฺเถรอปทานวณฺณนา
ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺสาติอาทิกํ อายสฺมโต กาฬุทายิตฺเถรสฺส อปทานํ. อยมฺปิ ปุริมพุทฺเธสุ กตาธิกาโร ตตฺถ ตตฺถ ภเว วิวฏฺฏูปนิสฺสยานิ ปุญฺญานิ อุปจินนฺโต ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต กาเล หํสวตีนคเร กุลเคเห นิพฺพตฺโต สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุณนฺโต สตฺถารํ เอกํ ภิกฺขุํ กุลปฺปสาทกานํ ภิกฺขูนํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปนฺตํ ทิสฺวา ตชฺชํ อภินีหารํ กตฺวา ตํ ฐานนฺตรํ ปตฺเถสิ.
โส ยาวชีวํ กุสลํ กตฺวา เทวมนุสฺเสสุ สํสรนฺโต อมฺหากํ โพธิสตฺตสฺส มาตุกุจฺฉิยํ ปฏิสนฺธิคฺคหณทิวเส กปิลวตฺถุสฺมึเยว อมจฺจเคเห ปฏิสนฺธึ คณฺหิ, โพธิสตฺเตน สทฺธึ เอกทิวสํเยว ชาโตติ ตํ ทิวสํเยว นํ ทุกูลจุมฺพฏเก นิปชฺชาเปตฺวา โพธิสตฺตสฺส อุปฏฺฐานตฺถาย นยึสุ. โพธิสตฺเตน หิ สทฺธึ โพธิรุกฺโข, ราหุลมาตา, จตฺตาโร นิธี, อาโรหนหตฺถี, อสฺสกณฺฑโก, อานนฺโท, ฉนฺโน, กาฬุทายีติ อิเม สตฺต เอกทิวเส ชาตตฺตา สหชาตา นาม อเหสุํ. อถสฺส นามคฺคหณทิวเส สกลนครสฺส อุทคฺคจิตฺตทิวเส ชาตตฺตา อุทายิเตฺวว นามํ อกํสุ. โถกํ กาฬธาตุกตฺตา ปน กาฬุทายีติ ปญฺญายิตฺถ. โส โพธิสตฺเตน สทฺธึ กุมารกีฬํ กีฬนฺโต วุทฺธึ อคมาสิ.
อปรภาเค โลกนาเถ มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมิตฺวา อนุกฺกเมน สพฺพญฺญุตํ ปตฺวา ปวตฺติตวรธมฺมจกฺเก ราชคหํ อุปนิสฺสาย เวฬุวเน วิหรนฺเต สุทฺโธทนมหาราชา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา ปุริสสหสฺสปริวารํ เอกํ อมจฺจํ ‘‘ปุตฺตํ เม อิธาเนหี’’ติ เปเสสิ. โส ธมฺมเทสนาเวลายํ สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปริสปริยนฺเต ฐิโต ธมฺมํ สุตฺวา สปริวาโร อรหตฺตํ ปาปุณิ. อถ เน สตฺถา ‘‘เอถ, ภิกฺขโว’’ติ หตฺถํ ปสาเรสิ. สพฺเพ ตงฺขณญฺเญว อิทฺธิมยปตฺตจีวรธรา วสฺสสฏฺฐิกตฺเถรา วิย อเหสุํ. อรหตฺตปฺปตฺติโต ปฏฺฐาย ปน อริยา มชฺฌตฺตาว โหนฺติ. ตสฺมา รญฺญา ปหิตสาสนํ ทสพลสฺส น กเถสิ. ราชา ‘‘เนว คโต อาคจฺฉติ, น สาสนํ สุยฺยตี’’ติ อปรํ อมจฺจํ ปุริสสหสฺเสหิ เปเสสิ. ตสฺมิมฺปิ ตถา ปฏิปนฺเน อปรมฺปิ เปเสสีติ เอวํ นวหิ ปุริสสหสฺเสหิ สทฺธึ นว อมจฺเจ เปเสสิ. สพฺเพ อรหตฺตํ ปตฺวา ตุณฺหี อเหสุํ.
อถ ราชา จินฺเตสิ – ‘‘เอตฺตกา ชนา มยิ สิเนหาภาเวน ทสพลสฺส อิธาคมนตฺถาย น กิญฺจิ กถยึสุ, อยํ โข อุทายิ ทสพเลน สมวโย, สหปํสุกีฬิโก, มยิ จ สิเนโห อตฺถิ, อิมํ เปเสสฺสามี’’ติ ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา, ‘‘ตาต, ตฺวํ ปุริสสหสฺสปริวาโร ราชคหํ คนฺตฺวา ทสพลํ อิธาเนหี’’ติ วตฺวา เปเสสิ. โส ปน คจฺฉนฺโต ‘‘สจาหํ, เทว, ปพฺพชิตุํ ลภิสฺสามิ, เอวาหํ ภควนฺตํ อิธาเนสฺสามี’’ติ วตฺวา ‘‘ยํ กิญฺจิ กตฺวา มม ปุตฺตํ ทสฺเสหี’’ติ วุตฺโต ราชคหํ คนฺตฺวา สตฺถุ ธมฺมเทสนเวลายํ ปริสปริยนฺเต ฐิโต ธมฺมํ สุตฺวา สปริวาโร อรหตฺตํ ปตฺวา เอหิภิกฺขุภาเว ปติฏฺฐาสิ. อรหตฺตํ ปน ปตฺวา ‘‘น ตาวายํ ทสพลสฺส กุลนครํ คนฺตุํ กาโล, วสนฺเต ปน อุปคเต ปุปฺผิเต วนสณฺเฑ หริตติณสญฺฉนฺนาย ภูมิยา คมนกาโล ภวิสฺสตี’’ติ กาลํ ปฏิมาเนนฺโต วสนฺเต สมฺปตฺเต สตฺถุ กุลนครํ คนฺตุํ คมนมคฺควณฺณํ สํวณฺเณนฺโต –
‘‘องฺคาริโน ทานิ ทุมา ภทนฺเต, ผเลสิโน ฉทนํ วิปฺปหาย;
เต อจฺจิมนฺโตว ปภาสยนฺติ, สมโย มหาวีร ภาคี รถานํ.
‘‘ทุมานิ ผุลฺลานิ มโนรมานิ, สมนฺตโต สพฺพทิสา ปวนฺติ;
ปตฺตํ ปหาย ผลมาสสานา, กาโล อิโต ปกฺกมนาย วีร.
‘‘เนวาติสีตํ น ปนาติอุณฺหํ, สุขา อุตุ อทฺธนิยา ภทนฺเต;
ปสฺสนฺตุ ตํ สากิยา โกฬิยา จ, ปจฺฉามุขํ โรหินิยํ ตรนฺตํ.
‘‘อาสาย กสเต เขตฺตํ, พีชํ อาสาย วปฺปติ;
อาสาย วาณิชา ยนฺติ, สมุทฺทํ ธนหารกา;
ยาย อาสาย ติฏฺฐามิ, สา เม อาสา สมิชฺฌตุ. (เถรคา. ๕๒๗-๕๓๐);
‘‘นาติสีตํ นาติอุณฺหํ, นาติทุพฺภิกฺขฉาตกํ;
สทฺทลา หริตา ภูมิ, เอส กาโล มหามุนิ. (อ. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑.๒๒๕);
‘‘ปุนปฺปุนญฺเจว วปนฺติ พีชํ, ปุนปฺปุนํ วสฺสติ เทวราชา;
ปุนปฺปุนํ เขตฺตํ กสนฺติ กสฺสกา, ปุนปฺปุนํ ธญฺญมุเปติ รฏฺฐํ.
‘‘ปุนปฺปุนํ ยาจนกา จรนฺติ, ปุนปฺปุนํ ทานปฺปตี ททนฺติ;
ปุนปฺปุนํ ทานปฺปตี ททิตฺวา, ปุนปฺปุนํ สคฺคมุเปนฺติ ฐานํ.
‘‘วีโร หเว สตฺตยุคํ ปุเนติ, ยสฺมึ กุเล ชายติ ภูริปญฺโญ;
มญฺญามหํ สกฺกติ เทวเทโว, ตยา หิ ชาโต มุนิ สจฺจนาโม.
‘‘สุทฺโธทโน นาม ปิตา มเหสิโน, พุทฺธสฺส มาตา ปน มายนามา;
ยา โพธิสตฺตํ ปริหริย กุจฺฉินา, กายสฺส เภทา ติทิวมฺหิ โมทติ.
‘‘สา โคตมี กาลกตา อิโต จุตา, ทิพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูตา;
สา โมทติ กามคุเณหิ ปญฺจหิ, ปริวาริตา เทวคเณหิ เตหี’’ติ. (เถรคา. ๕๓๑-๕๓๕);
อิมา คาถา อภาสิ. ตตฺถ องฺคาริโนติ องฺคารานิ วิยาติ องฺคารานิ. องฺคารานิ รตฺตปวาฬวณฺณานิ รุกฺขานํ ปุปฺผผลานิ, ตานิ เอเตสํ สนฺตีติ องฺคาริโน, อภิโลหิตกุสุมกิสลเยหิ องฺคารวุฏฺฐิสมฺปริกิณฺณา วิยาติ อตฺโถ. ทานีติ อิมสฺมึ กาเล. ทุมาติ รุกฺขา. ภทนฺเตติ ภทฺทํ อนฺเต เอตสฺสาติ, ‘‘ภทนฺเต’’ติ เอกสฺส ท-การสฺส โลปํ กตฺวา วุจฺจติ. คุณวิเสสยุตฺโต, คุณวิเสสยุตฺตานญฺจ อคฺคภูโต สตฺถา. ตสฺมา, ภทนฺเตติ สตฺถุ อาลปนเมว, ปจฺจตฺตวจนญฺเจตํ เอการนฺตํ ‘‘สุคเต ปฏิกมฺเม สุเข ทุกฺเข ชีเว’’ติอาทีสุ วิย. อิธ ปน สมฺโพธนฏฺเฐ ทฏฺฐพฺพํ. เตน วุตฺตํ, ‘‘ภทนฺเตติ อาลปน’’นฺติ. ‘‘ภทฺทสทฺเทน สมานตฺถํ ปทนฺตรเมก’’นฺติ เกจิ. ผลานิ เอสนฺตีติ ผเลสิโน. อเจตเนปิ หิ สเจตนกิริยํ อาห. เอวํ เถเรน ยาจิโต ภควา ตตฺถ คมเน พหูนํ วิเสสาธิคมนํ ทิสฺวา วีสติสหสฺสขีณาสวปริวุโต ราชคหโต อตุริตจาริกาวเสน กปิลวตฺถุคามิมคฺคํ ปฏิปชฺชิ. เถโร อิทฺธิยา กปิลวตฺถุํ คนฺตฺวา รญฺโญ ปุรโต อากาเส ฐิโตว อทิฏฺฐปุพฺพเวสํ ทิสฺวา รญฺญา ‘‘โกสิ ตฺว’’นฺติ ปุจฺฉิโต ‘‘อมจฺจปุตฺตํ ตยา ภควโต สนฺติกํ เปสิตํ มํ น ชานาสิ, ตฺวํ เอวํ ปน ชานาหี’’ติ ทสฺเสนฺโต –
‘‘พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ อสยฺหสาหิโน, องฺคีรสสฺสปฺปฏิมสฺส ตาทิโน;
ปิตุปิตา มยฺหํ ตุวํสิ สกฺก, ธมฺเมน เม โคตม อยฺยโกสี’’ติ. (เถรคา. ๕๓๖) –
คาถมาห.
ตตฺถ พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหีติ สพฺพญฺญุพุทฺธสฺส โอรสฺส ปุตฺโต อมฺหิ. อสยฺหสาหิโนติ อภิสมฺโพธิโต ปุพฺเพ ฐเปตฺวา มหาโพธิสตฺตํ อญฺเญหิ สหิตุํ วหิตุํ อสกฺกุเณยฺยตฺตา อสยฺหสฺส สกลสฺส โพธิสมฺภารสฺส มหาการุณิกาธิการสฺส จ สหนโต วหนโต, ตโต ปรมฺปิ อญฺเญหิ สหิตุํ อภิภวิตุํ อสกฺกุเณยฺยตฺตา อสยฺหานํ ปญฺจนฺนํ มารานํ สหนโต อภิภวนโต, อาสยานุสยจริตาธิมุตฺติอาทิวิภาคาวโพธเนน ยถารหํ เวเนยฺยานํ ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกปรมตฺเถหิ อนุสาสนีสงฺขาตสฺส อญฺเญหิ อสยฺหสฺส พุทฺธกิจฺจสฺส สหนโต, ตตฺถ วา สาธุการิภาวโต อสยฺหสาหิโน. องฺคีรสสฺสาติ องฺคีกตสีลาทิสมฺปตฺติกสฺส. องฺคมงฺเคหิ นิจฺฉรณกโอภาสสฺสาติ อปเร. เกจิ ปน ‘‘องฺคีรโส, สิทฺธตฺโถติ เทฺว นามานิ ปิตราเยว คหิตานี’’ติ วทนฺติ. อปฺปฏิมสฺสาติ อนูปมสฺส. อิฏฺฐานิฏฺเฐสุ ตาทิลกฺขณปฺปตฺติยา ตาทิโน. ปิตุปิตา มยฺหํ ตุวํสีติ อริยชาติวเสน มยฺหํ ปิตุ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส โลกโวหาเรน ตฺวํ ปิตา อสิ. สกฺกาติ ชาติวเสน ราชานํ อาลปติ. ธมฺเมนาติ สภาเวน อริยชาติ โลกิยชาตีติ ทฺวินฺนํ ชาตีนํ สภาวสโมธาเนน. โคตมาติ ราชานํ โคตฺเตน อาลปติ. อยฺยโกสีติ ปิตามโห อสิ. เอตฺถ จ ‘‘พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหี’’ติอาทึ วทนฺโต เถโร อญฺญํ พฺยากาสิ.
เอวํ ปน อตฺตานํ ชานาเปตฺวา หฏฺฐตุฏฺเฐน รญฺญา มหารเห ปลฺลงฺเก นิสีทาเปตฺวา อตฺตโน ปฏิยาทิตสฺส นานคฺครสโภชนสฺส ปตฺตํ ปูเรตฺวา ทินฺเน คมนาการํ ทสฺเสสิ. ‘‘กสฺมา, ภนฺเต, คนฺตุกามตฺถ, ภุญฺชถา’’ติ จ วุตฺเต, ‘‘สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ภุญฺชิสฺสามี’’ติ. ‘‘กหํ ปน สตฺถา’’ติ? ‘‘วีสติสหสฺสภิกฺขุปริวาโร ตุมฺหากํ ทสฺสนตฺถาย มคฺคํ ปฏิปนฺโน’’ติ. ‘‘ตุเมฺห อิมํ ปิณฺฑปาตํ ภุญฺชถ, อญฺญํ ภควโต หริสฺสถ. ยาว จ มม ปุตฺโต อิมํ นครํ สมฺปาปุณาติ, ตาวสฺส อิโต ปิณฺฑปาตํ หรถา’’ติ วุตฺเต เถโร ภตฺตกิจฺจํ กตฺวา รญฺโญ ปริสาย จ ธมฺมํ กเถตฺวา สตฺถุ อาคมนโต ปุเรตรเมว สกลราชนิเวสนํ รตนตฺตเย อภิปฺปสนฺนํ กโรนฺโต สพฺเพสํ ปสฺสนฺตานํเยว สตฺถุ อาหริตพฺพภตฺตปุณฺณํ ปตฺตํ อากาเส วิสฺสชฺเชตฺวา สยมฺปิ เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา ปิณฺฑปาตํ อุปนาเมตฺวา สตฺถุ หตฺเถ ฐเปสิ. สตฺถา ตํ ปิณฺฑปาตํ ปริภุญฺชิ. เอวํ สฏฺฐิโยชนมคฺเค ทิวเส ทิวเส โยชนํ คจฺฉนฺตสฺส ภควโต ราชเคหโตเยว ปิณฺฑปาตํ อาหริตฺวา อทาสิ. อถ นํ ภควา ‘‘อยํ มยฺหํ ปิตุโน สกลนิเวสนํ ปสาเทตี’’ติ ‘‘เอตทคฺคํ, ภิกฺขเว, มม สาวกานํ กุลปฺปสาทกานํ ภิกฺขูนํ ยทิทํ กาฬุทายี’’ติ (อ. นิ. ๑.๒๑๙, ๒๒๕) กุลปฺปสาทกานํ อคฺคฏฺฐาเน ฐเปสิ.
๔๘-๙. เอวํ โส กตปุญฺญสมฺภารานุรูเปน อรหตฺตํ ปตฺวา ปตฺตเอตทคฺคฏฺฐาโน อตฺตโน ปุพฺพกมฺมํ สริตฺวา โสมนสฺสวเสน ปุพฺพจริตาปทานํ ปกาเสนฺโต ปทุมุตฺตรสฺส พุทฺธสฺสาติอาทิมาห. อทฺธานํ ปฏิปนฺนสฺสาติ อปรรฏฺฐํ คมนตฺถาย ทูรมคฺคํ ปฏิปชฺชนฺตสฺส. จรโต จาริกํ ตทาติ อนฺโตมณฺฑลํ มชฺเฌมณฺฑลํ พหิมณฺฑลนฺติ ตีณิ มณฺฑลานิ ตทา จาริกํ จรโต จรนฺตสฺส ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ภควโต สุผุลฺลํ สุฏฺฐุ ผุลฺลํ ปโพธิตํ คยฺห คเหตฺวา น เกวลเมว ปทุมํ, อุปฺปลญฺจ มลฺลิกํ วิกสิตํ อหํ คยฺห อุโภหิ หตฺเถหิ คเหตฺวา ปูเรสินฺติ สมฺพนฺโธ. ปรมนฺนํ คเหตฺวานาติ ปรมํ อุตฺตมํ เสฏฺฐํ มธุรํ สพฺพสุปกฺกํ สาลิโอทนํ คเหตฺวา สตฺถุโน อทาสึ โภเชสินฺติ อตฺโถ.
๙๗. สกฺยานํ นนฺทิชนโนติ สกฺยราชกุลานํ ภควโต ญาตีนํ อาโรหปริณาหรูปโยพฺพนวจนาลปนสมฺปตฺติยา นนฺทํ ตุฏฺฐึ ชเนนฺโต อุปฺปาเทนฺโต. ญาติพนฺธุ ภวิสฺสตีติ ญาโต ปากโฏ พนฺธุ ภวิสฺสติ. เสสํ สุวิญฺเญยฺยเมวาติ.
กาฬุทายิตฺเถรอปทานวณฺณนา สมตฺตา.