(๑๕) ๒. อฏฺฐานปาฬิ-ทุติยวคฺควณฺณนา

๒๗๘. อปุพฺพํ อจริมนฺติ เอตฺถ จกฺกรตนปาตุภาวโต ปุพฺเพ ปุพฺพํ, ตสฺเสว อนฺตรธานโต ปจฺฉา จริมํ. ตตฺถ ทฺวิธา จกฺกรตนสฺส อนฺตรธานํ โหติ จกฺกวตฺติโน กาลกิริยาย วา ปพฺพชฺชาย วา. อนฺตรธายมานญฺจ ปน ตํ กาลกิริยโต วา ปพฺพชฺชโต วา สตฺตเม ทิวเส อนฺตรธายติ, ตโต ปรํ จกฺกวตฺติโน ปาตุภาโว อวาริโต.

กสฺมา ปน เอกจกฺกวาเฬ เทฺว จกฺกวตฺติโน น อุปฺปชฺชนฺตีติ? วิวาทุปจฺเฉทโต, อจฺฉริยภาวโต, จกฺกรตนสฺส มหานุภาวโต จ. ทฺวีสุ หิ อุปฺปชฺชนฺเตสุ ‘‘อมฺหากํ ราชา มหนฺโต, อมฺหากํ ราชา มหนฺโต’’ติ วิวาโท อุปฺปชฺเชยฺย, ‘‘เอกสฺมึ ทีเป จกฺกวตฺตี, เอกสฺมึ ทีเป จกฺกวตฺตี’’ติ จ อนจฺฉริโย ภเวยฺย. โย จายํ จกฺกรตนสฺส ทฺวิสหสฺสทีปปริวาเรสุ จตูสุ มหาทีเปสุ อิสฺสริยานุปฺปทานสมตฺโถ มหานุภาโว, โสปิ ปริหาเยถ. อิติ วิวาทุปจฺเฉทโต อจฺฉริยภาวโต จกฺกรตนสฺส มหานุภาวโต จ น เอกจกฺกวาเฬ เทฺว อุปฺปชฺชนฺติ.

๒๗๙. ยํ อิตฺถี อรหํ อสฺส สมฺมาสมฺพุทฺโธติ เอตฺถ ติฏฺฐตุ ตาว สพฺพญฺญุคุเณ นิพฺพตฺเตตฺวา โลกนิตฺถรณสมตฺโถ พุทฺธภาโว, ปณิธานมตฺตมฺปิ อิตฺถิยา น สมฺปชฺชติ.

‘‘มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ, เหตุ สตฺถารทสฺสนํ;

ปพฺพชฺชา คุณสมฺปตฺติ, อธิกาโร จ ฉนฺทตา;

อฏฺฐ ธมฺมสโมธานา, อภินีหาโร สมิชฺฌตี’’ติ. (พุ. วํ. ๒.๕๙) –

อิมานิ หิ ปณิธานสมฺปตฺติการณานิ. อิติ ปณิธานมฺปิ สมฺปาเทตุํ อสมตฺถาย อิตฺถิยา กุโต พุทฺธภาโวติ. ‘‘อฏฺฐานเมตํ, ภิกฺขเว, อนวกาโส, ยํ อิตฺถี อรหํ อสฺส สมฺมาสมฺพุทฺโธ’’ติ วุตฺตํ. สพฺพาการปริปูโรว ปุญฺญุสฺสโย สพฺพาการปริปูรเมว อตฺตภาวํ นิพฺพตฺเตตีติ ปุริโสว อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ, น อิตฺถี.

๒๘๐. ราชา อสฺส จกฺกวตฺตีติอาทีสุปิ ยสฺมา อิตฺถิยา โกโสหิตวตฺถคุยฺหตาทีนํ อภาเวน ลกฺขณานิ น ปริปูรนฺติ, อิตฺถิรตนาภาเวน สตฺตรตนสมงฺคิตา น สมฺปชฺชติ, สพฺพมนุสฺเสหิ จ อธิโก อตฺตภาโว น โหติ. ตสฺมา ‘‘อฏฺฐานเมตํ, ภิกฺขเว, อนวกาโส ยํ อิตฺถี ราชา อสฺส จกฺกวตฺตี’’ติ วุตฺตํ.

๒๘๑. ยสฺมา จ สกฺกตฺตาทีนิ ตีณิ ฐานานิ อุตฺตมานิ, อิตฺถิลิงฺคญฺจ หีนํ, ตสฺมา จสฺสา สกฺกตฺตาทีนิปิ ปฏิสิทฺธานิ.

นนุ จ ยถา อิตฺถิลิงฺคํ, เอวํ ปุริสลิงฺคมฺปิ พฺรหฺมโลเก นตฺถิ. ตสฺมา ‘‘ยํ ปุริโส พฺรหฺมตฺตํ กาเรยฺย, ฐานเมตํ วิชฺชตี’’ติปิ น วตฺตพฺพํ สิยาติ. โน น วตฺตพฺพํ. กสฺมา? อิธ ปุริสสฺส ตตฺถ นิพฺพตฺตนโต. พฺรหฺมตฺตนฺติ หิ มหาพฺรหฺมตฺตํ อธิปฺเปตํ. อิตฺถี จ อิธ ฌานํ ภาเวตฺวา กาลํ กตฺวา พฺรหฺมปาริสชฺชานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชติ, น มหาพฺรหฺมานํ. ปุริโส ปน ตตฺถ นุปฺปชฺชตีติ น วตฺตพฺโพ. สมาเนปิ เจตฺถ อุภยลิงฺคาภาเว ปุริสสณฺฐานาว พฺรหฺมาโน, น อิตฺถิสณฺฐานา. ตสฺมา สุวุตฺตเมเวตํ.

๒๘๔. กายทุจฺจริตสฺสาติอาทีสุ ยถา นิมฺพพีชโกสาตกิพีชาทีนิ มธุรํ ผลํ น นิพฺพตฺเตนฺติ, อสาตํ อมธุรเมว นิพฺพตฺเตนฺติ, เอวํ กายทุจฺจริตาทีนิ มธุรํ วิปากํ น นิพฺพตฺเตนฺติ, อมธุรเมว นิพฺพตฺเตนฺติ. ยถา จ อุจฺฉุพีชสาลิพีชาทีนิ มธุรํ สาทุรสเมว ผลํ นิพฺพตฺเตนฺติ, น อสาตํ กฏุกํ. เอวํ กายสุจริตาทีนิ มธุรเมว วิปากํ นิพฺพตฺเตนฺติ, น อมธุรํ. วุตฺตมฺปิ เจตํ –

‘‘ยาทิสํ วปเต พีชํ, ตาทิสํ หรเต ผลํ;

กลฺยาณการี กลฺยาณํ, ปาปการี จ ปาปก’’นฺติ. (สํ. นิ. ๑.๒๕๖);

ตสฺมา ‘‘อฏฺฐานเมตํ, ภิกฺขเว, อนวกาโส, ยํ กายทุจฺจริตสฺสา’’ติอาทิ วุตฺตํ.

๒๙๐-๒๙๕. กายทุจฺจริตสมงฺคีติอาทีสุ สมงฺคีติ ปญฺจวิธา สมงฺคิตา – อายูหนสมงฺคิตา, เจตนาสมงฺคิตา, กมฺมสมงฺคิตา, วิปากสมงฺคิตา, อุปฏฺฐานสมงฺคิตาติ. ตตฺถ กุสลากุสลกมฺมายูหนกฺขเณ อายูหนสมงฺคิตาติ วุจฺจติ. ตถา เจตนาสมงฺคิตา. ยาว ปน สตฺตา อรหตฺตํ น ปาปุณนฺติ, ตาว สพฺเพปิ สตฺตา ปุพฺเพ อุปจิตเจตนาย สมงฺคิตาย เจตนาสมงฺคิโนติ วุจฺจนฺติ. เอสา เจตนาสมงฺคิตา. ยาว อรหตฺตํ น ปาปุณนฺติ, ตาว สพฺเพปิ สตฺตา ปุพฺเพ อุปจิตํ วิปาการหํ กมฺมํ สนฺธาย ‘‘กมฺมสมงฺคิโน’’ติ วุจฺจนฺติ. เอสา กมฺมสมงฺคิตา. วิปากสมงฺคิตา วิปากกฺขเณเยว เวทิตพฺพา. ยาว ปน สตฺตา อรหตฺตํ น ปาปุณนฺติ, ตาว เตสํ ตโต ตโต จวิตฺวา นิรเย อุปฺปชฺชมานานํ อคฺคิชาลาโลหกุมฺภิอาทีหิ อุปฏฺฐานากาเรหิ นิรโย, คพฺภเสยฺยกตฺตํ อาปชฺชมานานํ มาตุกุจฺฉิ, เทเวสุ อุปฺปชฺชมานานํ กปฺปรุกฺขวิมานาทีหิ อุปฏฺฐานากาเรหิ เทวโลโกติ เอวํ อุปปตฺตินิมิตฺตํ อุปฏฺฐาติ. อิติ เนสํ อิมินา อุปปตฺตินิมิตฺตอุปฏฺฐาเนน อปริมุตฺตตา อุปฏฺฐานสมงฺคิตา นาม. สา จลติ, เสสา นิจฺจลา. นิรเย หิ อุปฏฺฐิเตปิ เทวโลโก อุปฏฺฐาติ, เทวโลเก อุปฏฺฐิเตปิ นิรโย อุปฏฺฐาติ, มนุสฺสโลเก อุปฏฺฐิเตปิ ติรจฺฉานโยนิ อุปฏฺฐาติ, ติรจฺฉานโยนิยา จ อุปฏฺฐิตายปิ มนุสฺสโลโก อุปฏฺฐาติเยว.

ตตฺริทํ วตฺถุ – โสณคิริปาเท กิร อเจลวิหาเร โสณตฺเถโร นาม เอโก ธมฺมกถิโก. ตสฺส ปิตา สุนขวาชิโก นาม อโหสิ, เถโร ตํ ปฏิพาหนฺโตปิ สํวเร ฐเปตุํ อสกฺโกนฺโต ‘‘มา นสฺสิ วราโก’’ติ มหลฺลกกาเล อกามกํ นํ ปพฺพาเชสิ. ตสฺส คิลานเสยฺยาย นิปนฺนสฺส นิรโย อุปฏฺฐาสิ. โสณคิริปาทโต มหนฺตา สุนขา อาคนฺตฺวา ขาทิตุกามา วิย สมฺปริวาเรสุํ. โส มหาภยภีโต ‘‘วาเรหิ, ตาต โสณ, วาเรหิ, ตาต โสณา’’ติ อาห. กึ มหาเถราติ? น ปสฺสสิ, ตาตาติ ตํ ปวตฺตึ อาจิกฺขิ. โสณตฺเถโร ‘‘กถญฺหิ นาม มาทิสสฺส ปิตา นิรเย นิพฺพตฺติสฺสติ, ปติฏฺฐาสฺส ภวิสฺสามี’’ติ สามเณเรหิ นานาปุปฺผานิ อาหราเปตฺวา เจติยงฺคณโพธิยงฺคเณสุ ตลสนฺถรณปูชํ อาสนปูชญฺจ กาเรตฺวา ปิตรํ มญฺจเกน เจติยงฺคณํ หริตฺวา มญฺเจ นิสีทาเปตฺวา ‘‘อยํ, มหาเถร, ปูชา ตุมฺหากํ อตฺถาย กตา, ‘อยํ เม ภควา ทุคฺคตปณฺณากาโร’ติ วตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา จิตฺตํ ปสาเทหี’’ติ อาห. สา มหาเถโร ปูชํ ทิสฺวา ตถา กโรนฺโต จิตฺตํ ปสาเทสิ. ตาวเทวสฺส เทวโลโก อุปฏฺฐาสิ. นนฺทนวน-จิตฺตลตาวน-มิสฺสกวน-ผารุสกวน-วิมานานิ เจว เทวนาฏกานิ จ ปริวาเรตฺวา ฐิตานิ วิย อเหสุํ. โส ‘‘อเปถ, โสณ, อเปถ, โสณา’’ติ เถรํ อาห. กิมิทํ, มหาเถราติ? เอตา เต มาตโร อาคจฺฉนฺตีติ. เถโร ‘‘สคฺโค อุปฏฺฐิโต มหาเถรสฺสา’’ติ จินฺเตสิ. เอวํ อุปฏฺฐานสมงฺคิตา จลตีติ เวทิตพฺพา. เอตาสุ สมงฺคิตาสุ อิธ อายูหนเจตนากมฺม-สมงฺคิตาวเสน ‘‘กายทุจฺจริตสมงฺคี’’ติอาทิ วุตฺตํ.

ตตฺถ เอเก อาจริยา ‘‘ยสฺมึ ขเณ กมฺมํ อายูหติ, ตสฺมึเยว ขเณ ตสฺส สคฺโค วาริโต’’ติ วทนฺติ. อปเร ปน ‘‘อายูหิตกมฺมํ นาม วิปากวารํ ลภนฺตมฺปิ อตฺถิ อลภนฺตมฺปิ. ตตฺถ ยทา กมฺมํ วิปากวารํ ลภติ, ตสฺมึเยว กาเล ตสฺส สคฺโค วาริโต’’ติ วทนฺติ. เสสํ สพฺพตฺถ อุตฺตานตฺถเมวาติ.

อฏฺฐานปาฬิวณฺณนา นิฏฺฐิตา.