๓. ปธานสุตฺตํ

๑๓. ‘‘จตฺตาริมานิ, ภิกฺขเว, สมฺมปฺปธานานิ. กตมานิ จตฺตาริ? อิธ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ; อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ; อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ; อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วีริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ. อิมานิ โข, ภิกฺขเว, จตฺตาริ สมฺมปฺปธานานี’’ติ.

‘‘สมฺมปฺปธานา มารเธยฺยาภิภูตา,

เต อสิตา ชาติมรณภยสฺส ปารคู;

เต ตุสิตา เชตฺวา มารํ สวาหินึ [สวาหนํ (สฺยา. กํ. ปี. ก.)] เต อเนชา,

สพฺพํ นมุจิพลํ อุปาติวตฺตา เต สุขิตา’’ติ. ตติยํ;